23 สิงหาคม วันระลึกการค้าทาสและการเลิกทาสสากล
องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 23 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันระลึกการค้าทาสและการเลิกทาสสากล เพื่อระลึกถึงการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
วันที่ 23 สิงหาคม 2565 เนื่องจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ประกาศให้วันที่ 23 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันระลึกการค้าทาสและการเลิกทาสสากล โดยวันดังกล่าวได้รับเลือกโดยประธานบริหารยูเนสโกตามมติในสมัยประชุม ลงวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1998
ส่วนที่เป็นวันที่ 23 สิงหาคม เนื่องจากระหว่างคืนของวันที่ 22-23 สิงหาคม ค.ศ. 1791 ได้เกิดการลุกฮือของทาส ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเลิกการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก บนเกาะเซนต์โดมีนิก หรือเฮติในปัจจุบัน
“ประชาชาติธุรกิจ” จึงได้รวบรวมที่มาและข้อมูลที่น่าสนใจของการค้าทาสและการเลิกทาส ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้
ทาสคืออะไร?
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายคำว่า “ทาส” ไว้สองความหมาย ได้แก่ 1.ผู้ที่ขายตัวลงเป็นคนรับใช้ หรือที่นายเงินไถ่ค่าตัวมา เรียกว่าทาสนํ้าเงิน, ผู้ที่เป็นลูกของทาสนํ้าเงิน เรียกว่าทาสเรือนเบี้ย หรือทาสในเรือนเบี้ย, ทาสที่เอาเงินไปซื้อมา เรียกว่าทาสสินไถ่, ผู้ที่เป็นคนเชลย เรียกว่าทาสเชลย, ถ้าใช้คู่กันว่า ทาสทาสี ก็หมายความว่า ทาสเป็นบ่าวผู้ชาย และ ทาสีเป็นบ่าวผู้หญิง
และ 2.ผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เป็นทาสการพนัน เป็นทาสยาเสพติด เป็นทาสความรัก เป็นทาสเงิน, ผู้ที่อุทิศตนแก่สิ่งที่เลื่อมใสศรัทธา เช่น เป็นทาสความรู้
ที่มาของทาส
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก เขียนใน คอลัมน์ นิวส์มอนิเตอร์ เกี่ยวกับการค้าของ มติชน ว่า “ทาส” มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ด้วยเหตุจากการทำสงครามกันระหว่างชนเผ่า ฝ่ายแพ้จะต้องตกเป็นทาสของฝ่ายชนะ เช่น อียิปต์เป็นกลุ่มชาติพันธุ์นักรบ ที่เอาเชลยศึกจำนวนมหาศาลไปแบกหินสร้างพีระมิดที่คนธรรมดาที่ไม่ใช่ทาสสร้างไม่ได้
กองทัพโรมันรบชนะสิบทิศ นำเชลยศึกนับแสนไปสร้างตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า สงครามเป็นจุดกำเนิดของ “ทาส”
จุดกำเนิดการค้าทาส
การค้าทาสมีปฐมบทจากหัวหน้าชนเผ่าต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกาขายพวกเชลยศึกให้แก่พวกพ่อค้าชาวอาหรับ นำไปเป็นแรงงานทำงานหนักในตะวันออกกลาง ต่อมาพ่อค้านักเดินเรือจากยุโรปโดยเฉพาะโปรตุเกส เมื่อแล่นเรือไปถึงแอฟริกา ได้เข้าร่วมในการค้าทาสเพื่อนำไปขายในยุโรปที่กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูงานในอุตสาหกรรม
มหาอำนาจของยุโรปเมื่อราว 400 ปีก่อน คือโปรตุเกสและสเปน ซึ่งทั้ง 2 ชนเผ่านี้เก่งฉกาจในการต่อเรือ รักการผจญภัย แล่นเรือออกทะเลลึก นำสินค้าจากยุโรปไปจำหน่าย และแลกเปลี่ยนกับของมีค่าจากดินแดนอื่น ๆ แล้วนำกลับไปจำหน่ายในยุโรปต่อ
เมื่อพ่อค้านักเดินเรือจากยุโรปสามารถเดินทางไปถึงทวีปแอฟริกา สินค้าที่ชาวป่าทั้งหลายต้องการที่สุด คืออาวุธปืน ดินปืน และกระสุน เพื่อนำไปต่อสู้กัน แต่ชาวป่าในแอฟริกาไม่มีเงินที่จะนำมาซื้ออาวุธได้ ทาสตัวเป็น ๆ คือสิ่งที่นำมาแลกเปลี่ยนกับอาวุธ เสื้อผ้า และของใช้
ทั้งนี้ ในทวีปแอฟริกา หัวหน้าเผ่าเป็นศูนย์รวมทุกสรรพสิ่ง การรบราฆ่าฟันกันระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในกาฬทวีป “ทาส” ไม่มีสถานะเท่ากับมนุษย์ ทาสเป็นสินค้าที่มีชีวิต
การนำทาสมาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “ธุรกิจเกิดใหม่” ที่ทำให้อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ และเดนมาร์ก สนใจเข้าร่วมทำการค้าด้วย เพราะในห้วงเวลานั้นยุโรปกำลังกลายเป็นยักษ์ใหญ่ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของโลกที่ต้องการแรงคน
ในศตวรรษที่ 17 การค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล ที่พ่อค้าจากยุโรปไปกว้านซื้อผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก มาจากทวีปแอฟริกา และยังแล่นเรือไปแสวงหาทาสอีกแห่งจากหมู่เกาะเปอร์โตริโก
เมื่อทาสเป็นสินค้าทำเงินจึงเกิดการแย่งชิง ทำให้ทาสเริ่มขาดตลาด ชาวป่าเริ่มมีการขัดขืน ต่อต้าน จึงเกิดการปล้น การลักพาตัว นำกองกำลังไปจับตัวเพื่อนำมาขายเป็นทาส
พ่อค้าทาสผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในกาฬทวีป คือนายฟรานซิสกู เฟลิกส์ เดอ ซูซา (Francisco Felix de Souza) อุปราชแห่งเมืองวีดาห์ (ปัจจุบันเมืองวีดาห์อยู่ในประเทศเบนิน) ต่อมาในปี พ.ศ. 2231 เมืองวีดาห์กลายเป็นศูนย์กลางของการค้าทาส เดอ ซูซา เป็นผู้ผูกขาดการค้าทาสในภูมิภาค เขาร่ำรวยมหาศาลจากธุรกิจค้ามนุษย์ ทั้งนี้ ท่าเรือเมืองวีดาห์ส่งออกทาสไปขายราว 1 ล้านคน
จุดสิ้นสุดของทาส?
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นในปี ค.ศ. 1945 เพื่อบรรลุความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา
อย่างไรก็ตาม แม้การค้าทาสในปัจจุบันจัดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ในบางประเทศก็ยังมีการค้าทาส หรือใช้แรงงานผิดกฎหมายไม่ต่างจากทาส รวมถึงการค้าแรงงานข้ามประเทศ การบังคับค้าประเวณี และการค้าแรงงานเด็ก