รัฐศาสตร์ จุฬา รุ่น25 และนิติศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น15 จัดปาฐกถาพิเศษ “เหลียวหลังแลหน้า การเมืองการปกครองของไทยใน 50 ปี” และ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย”
ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากหัวข้อ “เหลียวหลังแลหน้า การเมืองการปกครองของไทยใน 50 ปี” ได้กล่าวว่า ถ้านับถอยหลังไป 50 ปีที่แล้ว…. มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น การคลายตัวของยุคสงครามเย็น การส่งคืนเกาะโอกินาวาให้กับญี่ปุ่นของสหรัฐอเมริกา ศาลสูงของสหรัฐอเมริกายกเลิกโทษประหารชีวิต รัสเซียกวาดล้างชาตินิยมในยูเครน ประเทศไทยเองก็มีทั้งการรัฐประหาร การประท้วงซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ทุกอย่างเป็นจุดเริ่มต้น Disruption ของสังคมไทย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ยังเรียกได้ว่าเป็น “ยุคหลัง…..” เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่ 1.ยุคหลังสงครามเวียดนาม 2.ยุคหลังคอมมิวนิสต์ในไทย 3.ยุคหลังสงครามเย็น 4.ยุคหลังสงครามกัมพูชา
5.ยุคหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 6.ยุคหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 7.ยุคหลังสงครามอัฟกานิสถาน และ 8.ยุคโควิด-19
ในวันนี้…. หลังสงครามเย็นสิ้นสุดไปแล้วคาดหวังว่าจะไม่ได้เห็นอีก เมื่อมองผ่านชีวิตปัจจุบันในบ้านเราได้เห็นถึงการสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์ การปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่อย่างการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เห็นถึงความสืบเนื่องของการเมืองไทยระบบพันธุ์ทาง วิกฤตเศรษฐกิจทั้งต้มยำกุ้งและที่เกิดจากโรคระบาดทั้งไข้หวัดนก ซาร์ หรือโควิด-19 และวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน
“เราจะวางตัวเองในเวทีการเมืองโลกอย่างไร”
มองไปข้างหน้าอีก 5 – 10 ปี…. สิ่งที่อาจจะกลับมาคือสงครามเย็น แต่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็น New Cold War สงครามอาจจะยังอยู่กับเรา โดยเฉพาะสงครามยูเครน วิกฤตช่องแคบไต้หวันที่ต้องรอว่าจีนจะเข้ายึดไต้หวันหรือเปล่า วิกฤตเศรษฐกิจจะยาวนานแค่ไหน วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตสภาพอากาศ
ในส่วนของประเทศไทย การเมืองในอนาคตยังไม่แน่ชัด แต่มองว่าการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะมีความซับซ้อนเพื่อจัดการปัญหาหลายขั้น อาจต้องเป็น Double Action หรือเป็น Triple Action กว่าจะไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ยังต้องมีการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภา การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ทันต่อกระแสโลก การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างรัฐไทยที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่จะเกิดเป็น สงครามความคิด – สงครามความเชื่อ – สงครามวัย – สงครามแห่ง Gen เพราะคนรุ่นใหม่ในเวลานี้เป็นเหมือนคนรุ่นเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว และ “สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมด้วยว่า เราจะฟื้นฟูสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสากลได้อย่างไร และเราจะวางตัวเองในเวทีการเมืองโลกอย่างไรด้วย”

ขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษ เข็มชัย ชุติวงศ์ ได้กล่าวถึง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย” ว่า สิ่งที่ทำให้คนเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมเป็นผลมาจากทัศนคติเชิงอำนาจแต่ละหน่วยงานต่างใช้อำนาจถ่วงดุลระหว่างกัน การบริหารงานล่าช้าขาดความโปร่งใส คนยากจนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก รวมถึงการลงโทษที่ตัดโอกาสผู้กระทำผิดสวนทางกับการพยายามฟื้นฟูเพื่อให้คนเหล่านั้นกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้
สำหรับกลไกในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ได้กำหนดนโยบายที่เน้นความมีประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ “กระบวนการยุติธรรมควรเป็น Service เพื่อประชาชน” หน่วยงานต่างๆ จึงต้องปรับแนวคิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยการใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายให้เป็นการให้บริการเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับความสะดวกและลดความเดือดร้อนลง ประชาชนทุกคนควรเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้เท่ากัน “ความยุติธรรมต้องไม่มีราคาแพงเกินไป เพราะจะเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำในสังคม”
“กระบวนการยุติธรรมจะยังทำงานอยู่ได้ด้วยความเชื่อถือของสังคม”
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแล้วในประเด็นต่างๆ เช่น การพิจารณาระบบทนายความอาสา ระบบติดตามตัวโดยการใช้อุปกรณ์ EM การพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีมากกว่าหนึ่งสถาบัน และเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาดำเนินงานผ่านรัฐสภาแล้ว ต่อไปประชาชนจะได้ทราบกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานได้
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีแรงต้านอยู่บ้าง “สิ่งสำคัญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นและรักษาไว้ให้ได้ คือ TRUST เพราะกระบวนการยุติธรรมจะยังทำงานอยู่ได้ก็ด้วยความเชื่อถือของสังคม”