ไม่ล้มโรงไฟฟ้าถ่านหิน “NPS” กกพ.สั่งเดินหน้าเร่งทำ EHIA-
กกพ.เคาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน 600 เมกะวัตต์ของเนชั่นแนลฯ ยังอยู่ในแผน PDP ต่อไป เหตุเงื่อนไขประมูลระบุว่าตอบรับซื้อไฟฟ้าไปแล้ว ฝั่งเจ้าของโครงการยังอยู่ในระหว่างยื่นแบบประเมิน EHIA ฉบับ final report รอบที่ 4 คาดผลิตไฟเข้าระบบปี’67 ล่าสุดเจอปัญหาราคาถ่านหินพุ่ง แต่ กกพ.เบรกห้ามปรับขึ้นค่าไฟ
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ (ขายเข้าระบบ 54 เมกะวัตต์) บนพื้นที่อำเภอเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ซัพพลาย จำกัด หรือ NPS ที่ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันตามที่กำหนดไว้นั้น กกพ.ได้พิจารณาทั้งเชิงกฎหมายและเงื่อนไขการเปิดประมูลโรงไฟฟ้า หรือ RFP (request for proposal) เสร็จแล้ว และได้ข้อสรุปว่า โรงไฟฟ้าดังกล่าวยังคงอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP (power development plan) ต่อไป เนื่องจากในเงื่อนไขของ RFP ระบุว่าผู้ชนะการประมูลโรงไฟฟ้าถือว่าได้ “ตอบรับซื้อไฟฟ้า” จากโครงการดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวยังไม่มีการลงนามสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เนื่องจากเงื่อนไขระบุว่าจะต้องจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งในระหว่างนั้นรัฐบาลได้ประกาศให้กิจการที่อาจจะกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต้องจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA เพิ่มเติม จึงยังไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามกำหนด อย่างไรก็ตามคาดว่าบริษัทเนชั่นแนลฯ จะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมทั้งได้รับอนุมัติแบบประเมินดังกล่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เร็ว ๆ นี้ หลังจากนั้นจึงจะมีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป
“ดูจาก RFP แล้ว NPS ก็ดำเนินการตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งหมด จึงยกเลิกโครงการดังกล่าวไม่ได้ ซึ่งในกรณีที่สั่งยกเลิกก็อาจจะมีการฟ้องร้องแน่นอน ทาง NPS ก็ขอเวลาในการพัฒนาโครงการ ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายรัฐที่ต้องการกระจายเชื้อเพลิงมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติสูงมากกว่า 60% และไม่ควรใช้มากไปกว่านี้แล้ว”
ด้านนายสิทธิพร รัตโนภาส ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณาอนุมัติแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ฉบับ final report) ได้ยื่นแก้ไขไปยัง สผ.รวม 3 ครั้งแล้ว และเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมาได้ยื่นเป็นครั้งที่ 4 แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ เบื้องต้น สผ.ให้มีการปรับแก้ไขในบางประเด็นเพิ่มเติมคือ ในพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้ามีการทำเกษตรอินทรีย์ (การเพาะปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี) ซึ่งจะต้องเพิ่มเติมในรายละเอียดดังกล่าวไว้ในรายงาน EHIA ด้วย จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งในช่วงที่รอการอนุมัติจาก สผ.นั้น ได้ดำเนินการเจรจาสัญญาซื้อขายถ่านหินไว้แล้ว ทั้งนี้ราคาถ่านหินตลาดโลกปรับขึ้นต่อเนื่องจากที่เคยยื่นประมูลไว้ และได้นำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อ กกพ.แล้ว ได้ข้อสรุปว่า “ห้ามปรับเพิ่มค่าไฟ” ดังนั้นจึงต้องหาวิธีที่จะควบคุมต้นทุนให้ดีที่สุด
ทั้งนี้คาดว่าในกรณีที่ สผ.อนุมัติแบบประเมินผลกระทบฯแล้วเสร็จในปีนี้แล้ว หลังจากนั้นจะทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.และดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ในเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในปี 2567
“EHIA มันติดตรง สผ.เขาแย้งว่าในพื้นที่มีเกษตรอินทรีย์ แต่เราก็สำรวจดีแล้วว่าไม่มีการทำอย่างชัดเจน ซึ่งเราก็อยากให้ สผ.ชี้เป้ามาเลยเราจะได้เข้าไปทำข้อมูลหรือเตรียมมาตรการรองรับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าต่อไป ยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับอนุมัติเมื่อไหร่ คงต้องทำจนกว่า สผ.จะพอใจ”
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
