กุหลาบทะลักปากคลองฯ วาเลนไทน์คึกคักสวนทางเกษตรกรระทม-
ยิ่งใกล้เทศกาลแห่งความรักเท่าไหร่ ตลาดดอกไม้ก็ยิ่งคึกคักขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะดอกกุหลาบเป็นที่ต้องการสูงมาก ส่งผลให้กุหลาบทั้งของไทยและต่างประเทศทะลักเข้าสู่ตลาดดอกไม้ โดยมีศูนย์กลางที่สำคัญคือปากคลองตลาด
กุหลาบพบพระเสิร์ฟวาเลนไทน์
“สมบูรณ์ วรศักดิ์” เจ้าของร้านขายดอกไม้และที่ปรึกษาพ่อค้าแม่ค้าปากคลองตลาดใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนจำหน่ายดอกไม้ที่ปากคลองตลาดมาเกือบ 20 ปีแล้ว มองว่าทุกปีในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์คือช่วงกอบโกย เพราะสามารถจำหน่ายดอกไม้ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะดอกกุหลาบ ที่จากปกติจะมีเข้ามาในตลาดประมาณ 1 ล้านดอกต่อวัน แต่ในช่วงวันที่ 9-14 ของเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวประมาณ 2-2.5 ล้านดอกต่อวัน เพราะเกษตรกรจะผลิตดอกกุหลาบออกมารองรับความต้องการของคนซื้อในช่วงเทศกาลได้มากกว่าปกติ
“คาดว่าปีนี้จะสามารถขายดอกไม้ได้ดีไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงวันวาเลนไทน์ที่ตรงกับวันธรรมดา เด็กนักเรียน นักศึกษาสามารถซื้อไปฝากเพื่อนฝูงได้ ถือเป็นช่วงกอบโกยไปจนถึงตรุษจีน”
ด้านสัดส่วนของดอกกุหลาบที่เข้ามาในตลาดปากคลองตลาดนั้น มาจากในประเทศไทยประมาณ 70% แบ่งเป็นนำมาจากอำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มากถึง 90% และจากจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 10% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30% นำเข้ามาจากต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย และจีน โดยผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะได้กำไรจากราคาจำหน่ายดอกกุหลาบประมาณ 20% นอกจากนี้เกษตรกรบางรายยังนำกุหลาบมาขายที่ตลาดด้วยตนเอง
ตลาดเชียงราย ศก.ซบไม่คึกคัก
ขณะที่ตลาดศิริกรณ์ เทศบาลนครเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นตลาดค้าปลีก-ค้าส่งดอกไม้รายใหญ่ ซึ่งแต่ละปีจะมีกุหลาบในพื้นที่และประเทศจีนส่งเข้ามาจำหน่าย แต่ล่าสุดกลับพบว่าบรรยากาศยังคงซบเซา ไม่คึกคักเหมือนปีก่อนหน้า แม้ว่าจะใกล้ถึงวันวาเลนไทน์แล้วก็ตาม
“กาบแก้ว ดอนเน็ตร” เจ้าของร้านตุ๊ต๊ะ ฟลอริสท์ ผู้จำหน่ายดอกไม้ในตลาดศิริกรณ์ จังหวัดเชียงราย ให้ความเห็นว่า เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ดูซบเซา รวมถึงปริมาณดอกกุหลาบที่น้อยลง เนื่องจากอากาศแปรปรวน ไม่หนาวเย็นต่อเนื่องและมีฝนตก อีกทั้งมองว่าค่านิยมของคนโดยเฉพาะวัยรุ่นแตกต่างจากอดีต โดยใช้โซเชียลมีเดียส่งข้อความถึงกันมากกว่า
ซึ่งสภาพดังกล่าวทำให้ราคาดอกกุหลาบสูงขึ้นกว่าปีก่อนกว่าเท่าตัว โดยกุหลาบที่เริ่มวางจำหน่ายแล้วเป็นกุหลาบเกรดบีและซี ที่สั่งซื้อจากสวนบนภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ในราคาห่อละ 150-200 บาท ห่อละ 25 ดอก ราคาจำหน่ายปลีกดอกละ 20 บาท ส่วนเกรดเอยังออกสู่ตลาดน้อย คาดว่าราคาขายส่งอยู่ที่ดอกละ 30-40 บาท ซึ่งราคานี้อาจปรับอีกเล็กน้อยในวันวาเลนไทน์
ขณะที่ดอกไม้จากประเทศจีนยังอยู่ระหว่างรอดูท่าทีของตลาด และ ราคาจากประเทศจีน โดยปีที่ผ่านมาก็พบมีราคาสูงในช่วงวันวาเลนไทน์ดอกละกว่า 200 บาท โดยมีการนำเข้าเป็นเกรดเอเพียงเกรดเดียว ซึ่งคุณภาพดีกว่าในประเทศไทยมาก คือมีก้านยาว คงทน และดอกใหญ่ แต่หากพ้นวันวาเลนไทน์ไปแล้วราคาจะลดฮวบลงเหลือดอกละเพียง 15-20 บาท ทำให้ผู้ประกอบการต้องคำนวณเวลากันอย่างหนัก หากว่าได้ราคาที่เหมาะสม และตลาดรองรับก็จะสั่งมาจากทางชายแดนด้าน อ.เชียงของ จ.เชียงราย
ข้อมูลจากด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย แจ้งว่า ในปัจจุบันการนำเข้าสินค้าประเภทดอกไม้ ไม้ประดับจากประเทศจีนผ่านทางถนนอาร์สามเอ ไทย-สปป.ลาว-มณฑลยูนนาน จีนตอนใต้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 พบว่าเดือนกันยายนนำเข้าดอกไม้ ไม้ประดับ มากเป็นอันดับที่ 4 มูลค่า 23 ล้านบาท เดือนตุลาคมนำเข้ามากเป็นอันดับ 4 เช่นกัน มูลค่า 22.8 ล้านบาท โดยใช้การขนส่งทางรถบรรทุกห้องเย็นจากประเทศไทยไปขนจากชายแดนจีน-สปป.ลาว มายัง อ.เชียงของ ก่อนกระจายไปยังตลาดต่าง ๆ ภายในประเทศไทย

ชาวสวนถอดใจหันปลูกพืชอื่น
“ภราดร กานดา” เจ้าของไร่ปฐมเพชร ในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้คนยังคงให้ความสำคัญ และกุหลาบยังเป็นที่ต้องการของตลาด ชาวสวนเตรียมให้ปุ๋ยให้น้ำไว้เพื่อให้ดอกออกตามปกติ แต่ปีนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจ ช่วงความหนาวมีเพียงไม่กี่วัน เอื้อต่อการเกิดแมลงในดอกกุหลาบ ทำให้ดอกกุหลาบมีปัญหาในเรื่องของคุณภาพ ซึ่งอาจจะต้องใช้ฮอร์โมนเข้ามาเสริม ต้นทุนการเพาะปลูกจึงสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัย เพราะคนไม่ค่อยซื้อดอกไม้ ทำให้ในปี 2561 ชาวสวนปลูกกุหลาบน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
สำหรับไร่ปฐมเพชรก็ลดพื้นที่ปลูกดอกกุหลาบลงเช่นเดียวกัน และหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานมากกว่า โดยปลูกผลไม้หลายอย่างตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นกล้วย ทุเรียน ใช้การแปรรูปมากขึ้น เช่น การทำกล้วยอบ ส่วนพื้นที่ปลูกกุหลาบจะเหลืออยู่ประมาณ 2-3 ไร่เท่านั้น
“จริง ๆ การขายดอกกุหลาบมีรายได้ตลอดทั้งปี อำเภอพบพระขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องความชำนาญการปลูกกุหลาบ แต่ก็มีปัญหาเรื่องแรงงาน ราคาที่ไม่แน่นอน ชาวสวนกำหนดราคาเองไม่ได้ หลังจากตัดดอกกุหลาบส่งให้พ่อค้าแม่ค้า 7-8 วันจึงจะรู้ราคา และช่วงหลังเมื่อมีงานมงคล คนจะลดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้ดอกไม้แห้งมากขึ้น งานแต่งงานก็ใช้ดอกกุหลาบเพียงไม่กี่ดอกเท่านั้น แต่ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ไฮไลต์ยังคงเป็นดอกกุหลาบสีแดง ดอกไม้ส่วนใหญ่ในอำเภอพบพระกว่า 90% จะส่งให้แม่ค้าที่ปากคลองตลาด ส่วนที่เหลือแม่ค้าคนกลางจะเป็นผู้คัดคุณภาพส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคุณภาพดอกกุหลาบในบ้านเรายังไม่สามารถส่งออกไปยังแถบยุโรปได้”
ดันรวมกลุ่มต่อรองราคา
“อรพินทร์ แสงมณี” เกษตรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปกติราคาดอกกุหลาบเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 0.80 บาท/ดอก ทั้งเกรดไม้ใหญ่และไม้รอง โดยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ราคาจะสูงขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งดอกกุหลาบสีแดงจะได้รับความนิยมมากที่สุด นอกจากนี้เทศกาลวันลอยกระทงและงานแต่งงาน เกษตรกรก็ได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกัน แต่เป็นการขึ้นราคาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ใกล้เทศกาลวาเลนไทน์ ราคากุหลาบเริ่มขยับขึ้น โดยดอกกุหลาบสีแดง ไม้ใหญ่ ราคาอยู่ที่ 7 บาท/ดอก และไม้รอง ราคาอยู่ที่ 4 บาท/ดอก เช่นเดียวกับดอกกุหลาบสีขาวที่มีราคาเท่ากันทั้งไม้ใหญ่และไม้รอง ขณะที่ดอกกุหลาบสีชมพู ไม้ใหญ่ ราคาอยู่ที่ 5 บาท/ดอก และไม้รองราคาอยู่ที่ 2 บาท/ดอก ขณะเดียวกันมีปริมาณผลผลิตดอกกุหลาบน้อย เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมาประสบปัญหาโรคระบาดอย่างเพลี้ยไฟ
ขณะเดียวกันราคากุหลาบในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์จะขึ้นเป็นวีก ในช่วงวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2561 และวันที่ 8-13 กุมภาพันธ์ 2561 ราคาก็จะปรับขึ้นอีกตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นประมาณ 20-30% และหลังจากวันวาเลนไทน์ราคาก็กลับมาสู่ภาวะปกติ
สำหรับอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นแหล่งปลูกกุหลาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยผลผลิตจะออกตลอดทั้งปี แต่ด้วยปัญหาต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ปลูกลดลงทุกปี โดยปี 2560 มีพื้นที่ปลูก 1,847 ไร่ เกษตรกรประมาณ 60 ราย ซึ่งพื้นที่ลดลงกว่าปี 2559 กว่า 1 พันไร่ เกษตรกรผู้ปลูกประมาณ 90 ราย เนื่องจากมีสารพัดปัญหาทั้งเรื่องราคา แรงงาน และต้นทุนการผลิต
อย่างไรก็ตาม อำเภอพบพระยังเป็นแหล่งปลูกกุหลาบที่ใหญ่สุดในประเทศ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระก็พยายามพัฒนาคุณภาพกุหลาบให้ดีขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพ ลดต้นทุนในการผลิต ด้วยเข้าไปให้ความรู้ รวมถึงพยายามผลักดันให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เพื่อที่จะสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ และรวมกันซื้อ รวมกันขาย และหาแหล่งเงินทุน
ลมหายใจ “กุหลาบพบพระ” เบ่งบาน หรือโรยรา

จังหวัดตาก นับเป็นแหล่งปลูกกุหลาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอพบพระ ที่สามารถผลิตดอกกุหลาบส่งจำหน่ายจำนวนมาก โดยตลาดหลักยังคงเป็นปากคลองตลาด ที่จะกระจายส่งออกไปทั่วประเทศ
“อรพินทร์ แสงมณี” เกษตรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นแหล่งปลูกกุหลาบมากที่สุดในประเทศไทย ปี 2560 มีพื้นที่ปลูก 1,847 ไร่ เกษตรกรประมาณ 60 ราย ซึ่งพื้นที่ลดลงกว่าปี 2559 กว่า 1 พันไร่ เกษตรกรผู้ปลูกประมาณ 90 ราย
สำหรับสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สายพันธุ์แกรนด์กาลา โดยสัดส่วนกว่า 90% จำหน่ายในประเทศ ตลาดหลักคือ ตลาดปากคลองตลาด และอีก 10% ส่งจำหน่ายประเทศเมียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นกุหลาบแปรรูป เช่น กุหลาบอบแห้ง เป็นต้น
ขณะที่พื้นที่ปลูกที่ลดลงมีสาเหตุมาจากปัจจัย 3 เรื่อง ได้แก่ 1.เรื่องแรงงาน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานชาวเมียนมา โดย 1 ไร่ จะใช้แรงงานประมาณ 2 คน ในการดูแลรักษา ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่ง ตัดดอก และถอนหญ้า ซึ่งได้ค่าแรงตามค่าจ้างขั้นต่ำ แม้เกษตรกรจะมีการขึ้นทะเบียนแรงงานได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่เมื่อแรงงานได้รับบัตรแรงงาน ก็มักจะย้ายไปทำงานที่อื่น จึงสร้างความไม่มั่นใจและความไม่แน่นอนให้กับเกษตรกร
2.เรื่องโรคแมลง ที่เกษตรกรต้องประสบทุกปี เช่น เพลี้ยไฟ ไรแดง ขณะที่ในช่วงฤดูฝนจะประสบโรคใบจุด ใบร่วง ซึ่งขณะนี้เกษตรกรกำลังประสบปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟระบาด ประกอบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งร้อนและเย็นสลับกัน ส่งผลให้ผลผลิตน้อยลง และหากแก้ไขไม่ทันและโรคระบาดไปทั้งแปลง เกษตรกรต้องตัดแต่งกิ่งใหม่ ใช้ระยะเวลาอีก 2-3 เดือน ถึงจะได้ผลผลิต ทั้งนี้ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกุหลาบได้ 3,000 ต้น สามารถตัดดอกได้ 500 ดอก แต่ช่วงที่ประสบโรคระบาด ผลผลิตจะลดลงเหลือเพียง 300 ดอกเท่านั้น
3.เรื่องราคา กุหลาบสามารถแบ่งเกรดได้ 2 อย่าง คือ ไม้ใหญ่ ที่มีขนาดความยาวตั้งแต่ดอกถึงปลายก้าน 60 เซนติเมตรขึ้นไป และไม้รอง ที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉลี่ยราคาทั้งสองเกรดตลอดทั้งปีอยู่ที่ 0.80 บาท/ดอก ซึ่งถือว่าเกษตรกรค่อนข้างแย่ เพราะราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้อยู่ที่ประมาณ 1.50-2 บาทขึ้นไป/ดอก แต่ทั้งนี้ราคาของกุหลาบจะขึ้นอยู่กับราคาตลาด ณ วันนั้น ซึ่งเป็นพ่อค้าที่อยู่ปลายทาง เช่น เมื่อพ่อค้ามารับซื้อกุหลาบถึงหน้าสวนในวันนี้ อีก 7 วันข้างหน้าเกษตรกรถึงจะรู้ราคาที่ขายได้
ประกอบกับต้นทุนด้านการขนส่งผลผลิตที่เกษตรกรจะต้องจ่ายด้วย เช่น ในช่วงที่ผ่านมา สมมุติบิลราคากุหลาบอยู่ที่ 0.30 บาท/ดอก เกษตรกรต้องเสียค่าขนส่งไปกว่า 0.10 บาท/ดอก รวมถึงมีดอกกุหลาบจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดไทย เช่น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ลักษณะพรีเมี่ยมกว่า ดอกใหญ่กว่า และสวยกว่าของไทย
ทั้งนี้ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนลดความเสี่ยง และใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ด้วยการปลูกพืชแซมตามช่องว่าง เช่น ผักชี พริก เป็นต้น และบางส่วนเลิกปลูกกุหลาบและหันไปปลูกไม้ผลแทน ได้แก่ ทุเรียน ส้ม อะโวคาโด
ทั้งหมดนี้จึงเป็นคำตอบของกุหลาบอำเภอพบพระในวันข้างหน้า คือ ลดลง กับทรงตัว ตราบใดที่อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
