เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะกลยุทธ์ ‘ทรูมันนี่’ 2026 เขย่าตลาดแตะจ่าย-เชื่อมอีโคซิสเต็ม Ascend Bank
Tech เจาะกลยุทธ์ ‘ทรูมันนี่’ 2026 เขย่าตลาดแตะจ่าย-เชื่อมอีโคซิสเต็ม Ascend Bank
‘ปิยะรัฐชย์’ โชว์ผลงาน 99 วัน ลุยเชื่อมข้อมูลเกษตรกร
Economic ‘ปิยะรัฐชย์’ โชว์ผลงาน 99 วัน ลุยเชื่อมข้อมูลเกษตรกร
ปกรณ์ แช่แข็ง ‘อัตราข้าราชการ’ ปี’70 ยุบ-เลิกตำแหน่ง-เออร์ลี่รีไทร์
Politics ปกรณ์ แช่แข็ง ‘อัตราข้าราชการ’ ปี’70 ยุบ-เลิกตำแหน่ง-เออร์ลี่รีไทร์
ค่าเงินบาทวันนี้ (23 ก.ค.) เปิดตลาด 33.80 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (23 ก.ค.) เปิดตลาด 33.80 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
นายกฯ ตั้ง คกก.ภาครัฐโปร่งใส ‘ปกรณ์’ นำทีมดึงเอกชน–กูรูเศรษฐกิจ ร่วมขจัดทุจริต
Politics นายกฯ ตั้ง คกก.ภาครัฐโปร่งใส ‘ปกรณ์’ นำทีมดึงเอกชน–กูรูเศรษฐกิจ ร่วมขจัดทุจริต
‘บุญวิสุทธิ์’ รุกธุรกิจอีโคซิสเต็มอีวี ผุดศูนย์เมโทรเวิร์ส-สถานีชาร์จ VOLTZ
Automotive ‘บุญวิสุทธิ์’ รุกธุรกิจอีโคซิสเต็มอีวี ผุดศูนย์เมโทรเวิร์ส-สถานีชาร์จ VOLTZ
พลิกพื้นที่ประวัติศาสตร์ AWC-SCB ชู ‘เวิ้งนครเกษม-เยาวราช’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-จีน
Biz Movement พลิกพื้นที่ประวัติศาสตร์ AWC-SCB ชู ‘เวิ้งนครเกษม-เยาวราช’ เชื่อมวัฒนธรรมไทย-จีน
พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ก.ค.) ภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก กลาง และ กทม. ฝน 60 – 70%
Economic พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ก.ค.) ภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก กลาง และ กทม. ฝน 60 – 70%
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ก.ค.) ปรับลง 0.49% อยู่ที่ 65,988 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

ESG เทรนด์ใหญ่เขย่าธุรกิจ-“ไทยเบฟ”ลดพอร์ต “น้ำเมา”ปั้น 2 ธุรกิจกรีน

21 ม.ค. 2566 | 06:02น.
ESG ความยั่งยืน CSR

จับตา ESG เทรนด์ใหญ่เขย่าโลกธุรกิจ ธปท.วางมาตรการธนาคารสนับสนุนเงินทุนธุรกิจสีเขียว ผนึก ก.ล.ต.ยกร่างนิยามธุรกิจกรีน เครื่องมือปล่อยสินเชื่อ แบงก์พาเหรดเลิกปล่อยกู้กลุ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน บอร์ด ตลท.ชี้บริษัทใหญ่ตื่นตัวนโยบาย Net Zero แย่งตัวผู้เชี่ยวชาญ ESG “ไทยเบฟ” ชูธงลดพอร์ต “น้ำเมา” ปั้น 2 ธุรกิจกรีนเสริมทัพ ผนึกยักษ์ธุรกิจตั้งสถาบันความยั่งยืน “ซีพีเอฟ” ปักธงโรงงานทั่วประเทศ ใช้พลังงานทดแทน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ปี 2566 ทั่วโลกตื่นตัวกับประเด็นความยั่งยืน ทั้งภาครัฐและนักลงทุนต่างต้องการให้ภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแล หรือ ESG (Environment, Social, Governance) มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

มาตรฐาน “นิยาม” ธุรกิจกรีน

สำหรับในประเทศไทย ขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะผู้แทนคณะทำงานด้านความยั่งยืนในภาคการเงิน อยู่ระหว่างจัดทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีการจัดกลุ่มกิจกรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไว้เป็นเครื่องมือประเมินการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ว่ามีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแค่ไหน

เพื่อใช้อ้างอิงสำหรับการเข้าถึงบริการและเครื่องมือทางการเงิน ที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดย ธปท.จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง Thailand Taxonomy ถึง 26 มกราคม 2566

นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงได้ จะประกอบด้วย 1.การจัดหมวดหมู่กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้นิยามเดียวกัน และ 2.เรื่องต้นทุน ทำอย่างไรให้มีแรงจูงใจช่วยสนับสนุนต้นทุน หรือลดต้นทุนของภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ให้มีแรงจูงใจทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ตีเส้นธุรกิจ “พลังงาน-ขนส่ง”

นางสาววิภาวินกล่าวว่า Thailand Taxonomy โดยจะแบ่งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมต่าง ๆ ออกเป็น 3 ระดับ (ระบบ Traffic-Light System) ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง ซึ่งในระยะที่ 1 จะเริ่มด้วยการจัดกลุ่มธุรกิจในภาคพลังงานและภาคการขนส่ง เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงถึง 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด

ภายใต้ภาคพลังงานและภาคการขนส่ง จะแบ่งกิจกรรมย่อยอีกกว่า 22 กิจกรรม เช่น ภาคพลังงาน จะแตกออกเป็น พลังงานลม แสงอาทิตย์ กระแสไฟฟ้า หรือขนส่ง เช่น ขนส่งทางน้ำ ทางเรือ และระบบรางหรือไม่ราง โดย ธปท.จะมีเกณฑ์ประเมินว่า แต่ละกิจกรรมสามารถลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอยู่ในระดับใด โดย “สีเขียว” (green) หมายถึง กิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิใกล้เคียงหรือเท่ากับศูนย์ “สีเหลือง” (amber) หมายถึง กิจกรรมที่ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่ใกล้เคียงศูนย์ และอยู่ระหว่างปรับตัว และสีแดง (red) หมายถึง กิจกรรมที่ไม่สามารถประเมินได้ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

เอกชนแย่งตัวผู้เชี่ยวชาญ ESG

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ หนึ่งใน “กรรมการ” ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประธานกรรมการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่อง ESG ถือเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะในตลาดเงินตลาดทุน ดังนั้นทางสถาบัน IOD จะมีการทำหลักสูตร ESG อบรมให้กับกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพราะปัจจุบันเรื่อง ESG เป็นเรื่องที่ต้องทำ ถ้าธุรกิจไม่ทำก็จะถูกบีบ อย่างกลุ่มส่งออกก็จะมีปัญหาต้องเสียภาษีคาร์บอนเพิ่มขึ้น หรืออาจจะถึงขั้นไม่สามารถเข้าไปทำตลาดได้เลย อย่างในสหภาพยุโรปที่มีการประกาศมาตรการภาษีคาร์บอน CBAM

“เพราะฉะนั้น บริษัทใหญ่และซัพพลายเชนทั้งหมดจะต้องทำ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ใช่เป็นเรื่องของแฟชั่น แต่เป็น real life ที่จะต้องเผชิญ เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ และบุคคลที่มานั่งเป็นกรรมการบริษัทต้องมีความเข้าใจเรื่อง ESG เพราะฉะนั้น ต้องมีการ reskill กรรมการ เพราะแม้กรรมการไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่ต้องตั้งคำถามและมีความเข้าใจอย่างแท้จริง”

นายกิติพงศ์กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทจดทะเบียนใหญ่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯต่างมีการประกาศเป้าหมายเรื่อง Net Zero ซึ่งต้องมีการทำเรื่องการวัดผล ต้องมีคนที่ประเมิน หรือเป็น ESG Professional ทำให้ตอนนี้ในตลาดขาดแคลนมาก มีความต้องการสูง เมื่อก่อนในวงการตลาดทุนพูดถึงแต่ IR (นักลงทุนสัมพันธ์) และตอนนี้ทุกบริษัทกำลังต้องการคนที่เป็น ESG Professional ขณะที่บอร์ดบริษัทก็ต้องเข้าใจ ต้องมีการจัดสรรงบประมาณ ESG จะมาเปลี่ยนโลกธุรกิจจริง ๆ

เพราะตอนนี้นักลงทุนต่างชาติ กองทุนใหญ่ ๆ เวลาจะเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดก็จะดูว่า บริษัทนั้น ๆ ทำเรื่อง ESG หรือมีนโยบายเรื่อง Net Zero Carbon หรือไม่ ทำให้ตอนนี้บริษัทจดทะเบียนต้องประกาศความชัดเจนเรื่องนี้

เคแบงก์ลดพอร์ตคาร์บอน

ขณะที่นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ได้กล่าวไว้ในเวทีสัมมนา “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า ธนาคารกสิกรไทยได้วางยุทธศาสตร์เป็น “Bank of Sustainability” และตั้งเป้าว่า ปี 2030 ธนาคารจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero) อย่างรถยนต์ที่ใช้งานของธนาคารก็จะเปลี่ยนให้เป็นรถ EV ทั้งหมด รวมทั้งอาคาร สำนักงานต่าง ๆ ก็จะออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“รวมทั้งเตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับเรา และต่อไปถ้าใครไม่ผ่านเกณฑ์ ESG ก็จะไม่ทำงานด้วย”

นอกจากนี้ ธนาคารมีนโยบายไม่ปล่อยสินเชื่อให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยกเว้นแต่จะมีเทคโนโลยีในการเปลี่ยนรูปแบบพลังงานเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนตํ่า สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในพอร์ตก็จะปล่อยให้ค่อย ๆ หมดลงภายในปี 2030

แบงก์แห่เลิกปล่อยกู้ “ถ่านหิน”

เช่นเดียวกับ นางสาวทัศวรรณ ธนาคมสิริโชติ ผู้บริหารฝ่าย Corporate Affairs ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ธนาคารได้มุ่งมั่นจะเป็นธนาคารที่ให้สินเชื่อและลงทุนอย่างรับผิดชอบ โดยเบื้องต้นได้กำหนดนโยบายการให้สินเชื่อแบ่งกลุ่มธุรกิจต้องห้าม คือกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน และกลุ่มธุรกิจพึงระวัง เช่น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจน้ำมัน เพราะธุรกิจเหล่านี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก

ไทยเบฟลดพอร์ต “น้ำเมา”

ด้านนางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ESG เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องทำในตอนนี้ และต้องทำไปด้วย คิดไปด้วย เพื่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำ มิเช่นนั้นจะทำให้ต้นทุนสูง พร้อมกับมองหาทางเลือกหลาย ๆ ทาง

“ไทยเบฟทำเรื่องความยั่งยืนมาตลอด ตั้งแต่เรื่องการเก็บขวดกลับมารีไซเคิล จนถึงตอนนี้มี 2 ธุรกิจหลักที่เกี่ยวกับความยั่งยืน คือ Thaibev recycle และ Thaibev energy 2 ตัวนี้ถือเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่เป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้ และช่วยลดต้นทุนในธุรกิจหลักของเราได้มาก”

นางต้องใจกล่าวว่า ไทยเบฟประกาศเป้าหมายขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนทุกมิติ ภายใต้กลยุทธ์ Passion 2025 โดยในปี 2566 ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจคือ ต้องสร้างยอดขายจากสินค้า nonalcohol หรือสินค้าที่ดีต่อสุขภาพให้ได้ 80% จากปัจจุบันที่ในพอร์ตมีอยู่ 60% ด้วยการลงทุนแบรนด์ คิดค้นช่องทางในการจัดจำหน่ายใหม่ ๆ

ต่อยอดพลังงานทดแทน-อีวี

นางต้องใจกล่าวว่า นอกจากเป้าหมายทางธุรกิจ สิ่งที่บริษัทวางแผนคือ จะมุ่งเน้นไปที่การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบด้านการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อดูว่าธุรกิจของเราสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมีการลงทุนนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเก็บบรรจุภัณฑ์กลับคืนมารีไซเคิล เช่น บางพื้นที่ขายเบียร์ น้ำดื่มได้ปริมาณมาก แต่เก็บบรรจุภัณฑ์กลับคืนได้น้อย บริษัทก็ต้องหาทางเก็บกลับให้มากขึ้น อีกทั้งยังมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ จากการนำวัตถุดิบเหลือใช้จากการหมักเบียร์ เหล้า ซึ่งมีกากและของเสียจากมอลต์ น้ำตาล ก็จะนำไปใช้ประโยชน์ผลิตพลังงานชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ทำปุ๋ย เป็นต้น

และอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ ประกาศไว้คือการพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในทุกรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะการนำมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของบริษัท เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

“นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป เราจะพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ตั้งแต่รถของผู้บริหารไปจนถึงรถฝ่ายขาย ซึ่งรวม ๆ แล้วน่าจะมีจำนวนมากถึงหลักพันคัน อีกทั้งยังวางแผนจะใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งสินค้ามากขึ้น

ผนึกยักษ์ตั้งสถาบันความยั่งยืน

นางต้องใจกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยเบฟได้ทำงานร่วมกับ TSCN Founder (Thailand Supply Chain Network) ปัจจุบันมีกว่า 2,000 บริษัท เช่น เอสซีจี ซีพีเอฟ ธนาคารกรุงเทพ GC ไทยยูเนี่ยน บีเจซี เป็นต้น โดยจะมีการจัดตั้ง Thailand Sustainability Academy เพื่อให้ความรู้ผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนของไทยเบฟและพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ โดยจะเริ่มทำคอร์สแรกภายในไตรมาสแรกปี 2566 เป็นเรื่อง Carbon Emission ซึ่งจะมีนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานจริงมาให้ความรู้

“ซีพีเอฟ” เลิกใช้ถ่านหิน

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวถึงแผนขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ว่า บริษัทสามารถยกเลิกการใช้พลังงานถ่านหินในโรงงานต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ตามเป้าหมายปี 2565 หรือ Coal Free 2022 ได้สำเร็จ 100% ซึ่งเดิมถ่านหินถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของโรงงานในกลุ่มซีพีเอฟ

โดยหันมาใช้พลังงานจากชีวมวลแทน ส่งผลให้สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 30% ทำให้ปีที่ผ่านมาช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 600,000 ตัน หรือเทียบกับการปลูกต้นไม้ 64 ล้านตัน หรือ 320,000 ไร่ วางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน 50% ในปี 2030 และให้ได้ 100% ในปี 2050

ลดต้นทุนพลังงานปีละ 350 ล้าน

โดยปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มซีพีเอฟอยู่ที่ 3,000 GWH ต่อปี ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% นั้น แบ่งเป็น 1) ก๊าซชีวภาพ 30% ผลิตในฟาร์มสุกร และฟาร์มไก่ 2) พลังงานชีวมวล 68% และ 3) พลังงานแสงอาทิตย์ 2% ในการใช้โซลาร์รูฟ 36 โรงงาน คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ โดยมีแผนขยายต่อไปให้ถึง 100 เมกะวัตต์ในปี 2025 และยังมองหาและศึกษาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียนใหม่ ๆ เช่น พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเทคโนโลยีขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

“ผลจากการลดใช้ถ่านหินและเพิ่มการใช้พลังงานชีวมวลใน 18 โรงงาน ทำให้บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 220,000 ตันคาร์บอน คิดเป็นประหยัด 350 ล้านบาทต่อปี”

ควงแบงก์กรุงเทพช่วยคู่ค้า

นายประสิทธิ์กล่าวว่า ปีนี้บริษัทอยู่ระหว่างทำโครงการช่วยซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีกว่า 6,500 ราย ปรับเปลี่ยนสู่การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยบริษัทได้ตั้งทีมนำผู้เชี่ยวชาญไปช่วยให้คำปรึกษาให้กับบริษัทในซัพพลายเชน และประสานให้ธนาคารกรุงเทพมาช่วยสนับสนุนเรื่องการเงินและสภาพคล่องในการเปลี่ยนผ่านสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน เป็นการต่อยอดจากปี 2565 ที่บริษัทได้ยกเลิกการใช้พลังงานถ่านหินทั้ง 100%

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ไปร่วมกับทีม Sustainability Supply Chain Group ซึ่งมีกลุ่มไทยเบฟเรจเป็นผู้นำกับ 10 องค์กรธุรกิจ ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางที่แต่ละบริษัทใช้ในการทำธุรกิจเพื่อสร้างความยั่นยืนดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ESG ธปท. ปล่อยกู้