ศก.ญี่ปุ่นโต 8 ไตรมาสซ้อน เปิดทาง ‘อาเบะ’ ประกาศสิ้นสุดยุคเงินฝืด-
ปัญหาเงินฝืดเรื้อรังที่ดำเนินมาเกือบ 30 ปีของญี่ปุ่น เป็นปัญหาหนักหนาสาหัสที่ท้าทายฝีมือรัฐบาลทุกสมัยว่า จะหาทางทำให้ประเทศหลุดพ้นสภาพนี้ไปได้อย่างไร เมื่อมาถึงยุครัฐบาลปัจจุบันของ “ชินโซ อาเบะ” ก็ได้ประกาศว่า ภารกิจสำคัญคือจะนำพาประเทศให้พ้นภาวะเงินฝืด ด้วยนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า
“อาเบะโนมิกส์”
ตัวเลขเศรษฐกิจของญี่ปุ่นไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่เพิ่งประกาศออกมา ทำสถิติเติบโตต่อเนื่อง 8 ไตรมาส
นับว่าขยายตัวติดต่อกันยาวนานที่สุดนับจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นฟองสบู่แตกในช่วงทศวรรษ 1980 ทำให้เริ่มมีความหวังว่า รัฐบาลอาเบะจะสามารถปราบปัญหาเงินฝืดสำเร็จ และนำไปสู่การประกาศว่า “ญี่ปุ่นพ้นภาวะเงินฝืด” แล้ว
ไตรมาส 4 ดังกล่าว เศรษฐกิจยังขยายตัว 0.5% แม้จะต่ำกว่าที่ตลาดคาดหมายว่าจะโต 0.9% แต่ก็ยังถือว่ามีการขยายตัว ทำให้จีดีพีตลอดปี 2017 ขยายตัว 1.6% ปรับขึ้นสูงสุดนับจากปี 2013 ซึ่งขยายตัว 2% ทั้งนี้ก่อนฟองสบู่แตก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเคยทำสถิติเติบโตต่อเนื่องกัน 12 ไตรมาส คือจากเดือนเมษายน-มิถุนายน 1986 ไปจนถึงมกราคม-มีนาคม 1989 อันเป็นช่วงรุ่งเรืองสุดขีด ก่อนฟองสบู่จะแตกครั้งใหญ่ กระทั่งนำไปสู่ปัญหาเงินฝืดจนถึงปัจจุบัน
การเติบโตของเศรษฐกิจไตรมาส 4 ดังกล่าวเกิดจากการขยายตัวของภาคบริโภค, การลงทุนสินค้าทุนและการส่งออก ในด้านการบริโภคซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายลุ้นกันมาก ตามข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ประชาชนมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งการซื้อโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ รับประทานอาหารนอกบ้าน ทำให้การบริโภคภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของจีดีพีขยายตัว
การขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจ ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่บ่งบอกว่า ในที่สุดแล้วเศรษฐกิจจะสามารถสร้างแรงเหวี่ยงเพิ่มขึ้น จนทำให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นไปแตะ 2% ตามเป้าหมายของบีโอเจ
ทว่าบางคนยังกังวลว่าการบริโภคจะเติบโตอย่างยั่งยืนแค่ไหน เนื่องจากไตรมาส 4 ค่าจ้างกลับลดลง 0.4% ซึ่งถือว่าลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ถึงแม้ว่าตลาดแรงงานที่ตึงตัวและขาดแคลนที่สุดในรอบ
40 ปี อาจเปิดโอกาสให้สหภาพแรงงานมีอำนาจต่อรองขอเพิ่มค่าจ้างก็ตาม
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกนำโดยสหรัฐที่ปรับฐานลงอย่างแรงเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ถ้าหากตลาดหุ้นยังปรับลงต่อไป เนื่องจากนักลงทุนได้รับผลตอบแทนน้อยลง
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นว่า การขึ้นค่าจ้างค่อนข้างมากมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะกระตุ้นให้
ผู้บริโภคเกิดการใช้จ่ายและช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจได้ว่าช่วงไหนจึงจะปลอดภัยพอที่จะประกาศว่า
“ยุคเงินฝืดสิ้นสุดลงแล้ว” ซึ่งตามคาดการณ์ของ ยูอิชิโระ นากาอิ นักเศรษฐศาสตร์ของบาร์เคลย์
ซีเคียวริตี้ส์ เจแปน เชื่อว่าการเจรจาขึ้นค่าแรงระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้าง ซึ่งจะมีขึ้นช่วงกลางเดือน
มีนาคม อาจตกลงกันที่ 2.3% ซึ่งยังต่ำกว่าที่รัฐบาลอาเบะได้ขอร้องให้บริษัทต่าง ๆ เพิ่มค่าจ้าง 3%
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนก็เห็นเช่นเดียวกัน การปรับขึ้นค่าแรง 3% นั้นสูงเกินไป และมีแนวโน้ม
ว่าจะปรับขึ้นต่ำกว่า 2.5% แต่ถึงแม้จะขึ้นค่าจ้างต่ำ 2.5% ก็เชื่อว่า รัฐบาลอาเบะน่าจะประกาศการสิ้นสุดภาวะเงินฝืดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2018 ซึ่งรอบปีงบประมาณจะดำเนินไปถึงเดือนมีนาคม 2019
สำหรับตำแหน่งผู้ว่าการบีโอเจ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจับตาว่า นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ จะได้ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัยหรือไม่ ปรากฏว่าข่าวที่ตามหลังมาจากตัวเลขเศรษฐกิจก็คือรัฐบาลอาเบะได้เสนอชื่อนายคุโรดะดำรงตำแหน่งอีกหนึ่งสมัย ซึ่งถือเป็นการต่ออายุที่เกิดขึ้นน้อยมาก
เท่ากับว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากแบบสุดขั้วจะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งช่วยลดความกังวลของนักลงทุนที่เกรงว่าเศรษฐกิจที่ดีวันดีคืนอาจทำให้บีโอเจลดการผ่อนคลายทางการเงินเร็วขึ้นเพื่อดักหน้าเงินเฟ้อ
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
