Skip to content

Twitter Blue สู่ Meta Verified : โซเชียลมีเดีย กับสิ่งที่ต้องจ่าย (รายเดือน)

20 ก.พ. 2566 | 13:20น.
Twitter Blue สู่ Meta Verified :  โซเชียลมีเดีย กับสิ่งที่ต้องจ่าย (รายเดือน)

จาก “Twitter Blue” สู่ “Meta Verified” เมื่อการซื้อ Reach-ความปลอดภัยบัญชี มาในรูปแบบการสมัครสมาชิกรายเดือน

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมือของ Twitter มาอยู่ในมือของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) หรือแม้แต่ Meta เจ้าของ Facebook และ Instagram ที่ปรับโครงสร้างองค์กรและปลดพนักงานครั้งใหญ่

อีกหนึ่งสถานการณ์ที่น่าสนใจ คือ การทำโมเดลสร้างรายได้ใหม่ให้กับแพลตฟอร์ม อย่างการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน (Subscription) แลกกับการที่ผู้ใช้จะได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม

แต่ละแพลตฟอร์ม คิดค่า Subscription อย่างไร ?

บริการ Twitter Blue เป็นบริการของ Twitter ที่ให้ผู้ใช้บริการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน ราคา 8 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 270 บาท) แลกกับการได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตน “Blue Checkmark” พร้อมกับความพิเศษอื่น ๆ ทั้งการเข้าถึงโพสต์หรือคอมเมนต์ที่มากขึ้น เห็นโฆษณาในแพลตฟอร์มน้อยลง และโพสต์วิดีโอได้นานขึ้น

ขณะที่ Meta Verified ซึ่ง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งประกาศไปเมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งราคาสมาชิกรายเดือนที่ 11.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 410 บาท) สำหรับการสมัครสมาชิกผ่านเว็บ และประมาณ 14.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 510 บาท) แลกกับการได้สัญลักษณ์ Verified Badge ที่มาพร้อมกับการยืนยันตัวตน พร้อมกับจำนวนการเข้าถึง (Reach) ที่แพลตฟอร์มจะปล่อยให้มากขึ้น การให้ความช่วยเหลือโดยตรง และการรับประกันโปรไฟล์ว่าเป็นบัญชีจริง

ทั้งนี้ บริการ Meta Verified จะให้เครื่องหมาย Verified Badge ทั้งบัญชีผู้ใช้บน Facebook และบัญชีผู้ใช้บน Instagram โดยระยะแรก จะให้บริการแค่ใน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ก่อนจะขยายสู่ประเทศอื่น ๆ ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ที่ไม่ได้สมัครบริการ Meta Verified ยังคงสามารถใช้บริการแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ตามปกติ และไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย

วิธีการเหล่านี้ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย นับเป็นอีกโมเดลในการหารายได้ของแต่ละแพลตฟอร์ม นอกเหนือจากการสร้างรายได้ผ่านพื้นที่โฆษณาในแพลตฟอร์ม

Subscription สิ่งเหล่านี้แล้ว จะได้อะไร ?

หากดูสิ่งที่แต่ละผู้ให้บริการมอบให้นั้น สิ่งที่เหมือนกันคือ เครื่องหมายยืนยันตัวตน ที่เป็นหลักประกันว่าบัญชีนั้น ๆ เป็นบัญชีจริง พร้อมกับการให้สิทธิเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ของแต่ละบัญชีผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกบริการดังกล่าว

ผลดีของบริการนี้ หลัก ๆ คือการที่เพิ่มการเข้าถึงโพสต์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยให้เหล่านักสร้างสรรค์เนื้อหา ทั้ง Content Creator และคนที่เป็นนักผลิตเนื้อหา สามารถผลิตเนื้อหาและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น พร้อมทั้งได้รับการยืนยันว่า บัญชีดังกล่าว เป็นบัญชีจริง มีการยืนยันตัวตนแล้ว

เครื่องหมายยืนยัน ที่ไม่ช่วยอะไร ?

ก่อนหน้านี้ ช่วงที่ Twitter เริ่มกลับมาให้บริการ Twitter Blue อีกครั้ง เกิดปัญหากับผู้ใช้งานไม่น้อย เนื่องจากพบบัญชีปลอม แอบอ้างเป็นคนดังเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งอาศัยการสมัคร Twitter Blue เพื่อให้ได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตน จนทำให้ Twitter ต้องทำสัญลักษณ์เพิ่ม เพื่อแยกการยืนยันตัวตนของแต่ละบัญชีให้ชัดเจนขึ้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้ใช้หลายราย ต้องหันกลับมาระวังบัญชีปลอมมากกว่าเดิม เพราะการได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตนที่ได้มาง่าย ๆ เพียงจ่ายเงินค่าสมาชิกรายเดือน

ขณะที่ Meta Verified จาก Meta ซึ่งเป็นน้องใหม่ในระบบ Subscription ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนมากนักว่า การสมัครบริการดังกล่าว ผู้ใช้งานจะได้อะไรเพิ่มเติมอีก และยังไม่มีสิ่งใดการันตีว่า วิธีการนี้จะเวิร์กในระยะยาวหรือไม่

สิ่งที่ต้องมองในระยะยาวจากนี้ ไม่ใช่แค่การมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับโซเชียลมีเดีย แต่ยังรวมไปถึงภาพรายได้ระยะยาวของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมไปถึงความคาดหวังของผู้ใช้งานที่คาดหวังว่า เนื้อหาเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และมั่นใจได้ว่าบัญชีดังกล่าวจะปลอดภัยจริง ไม่มีการสวมรอยหรือแอบอ้าง ตามที่โฆษณาไว้