เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กต. โต้ UN ปมสิทธิมนุษยชน ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ 6.5 แสน เป็นผู้รุกล้ำ ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น
World กต. โต้ UN ปมสิทธิมนุษยชน ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ 6.5 แสน เป็นผู้รุกล้ำ ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น
‘ปิยบุตร’ ชี้ ไทยผ่านจุดต้องเปลี่ยน แต่ยังขาดความหวัง จี้พรรค ‘กองหน้า’ ปลุกความเชื่อก่อนสังคมจำนน
Politics ‘ปิยบุตร’ ชี้ ไทยผ่านจุดต้องเปลี่ยน แต่ยังขาดความหวัง จี้พรรค ‘กองหน้า’ ปลุกความเชื่อก่อนสังคมจำนน
สงครามทุบเศรษฐกิจไตรมาส 2 Q3 จับตา ‘ค่าครองชีพ-ต้นทุนธุรกิจ’ พุ่ง
Finance สงครามทุบเศรษฐกิจไตรมาส 2 Q3 จับตา ‘ค่าครองชีพ-ต้นทุนธุรกิจ’ พุ่ง
พิธา ปลุก ปชน. ท้อได้แต่ห้ามถอย ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกไม่ใช่แค่ ‘สีน้ำเงิน’
Politics พิธา ปลุก ปชน. ท้อได้แต่ห้ามถอย ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกไม่ใช่แค่ ‘สีน้ำเงิน’
หมดไฟ หรือหมดใจ ? เมื่อคนเก่งไม่อยากโต
Columns หมดไฟ หรือหมดใจ ? เมื่อคนเก่งไม่อยากโต
เก็งแบงก์จ่ายปันผลไม่กั๊กจับตา SCB-BBL กำไรลดลง
Finance เก็งแบงก์จ่ายปันผลไม่กั๊กจับตา SCB-BBL กำไรลดลง
คมนาคมจ่อชง ครม. สร้างรถไฟทางคู่ “จิระ-อุบลราชธานี” 4.4 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้
Real Estate คมนาคมจ่อชง ครม. สร้างรถไฟทางคู่ “จิระ-อุบลราชธานี” 4.4 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้
โฆษกคลัง เผยผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ กว่า 8 แสนคน ยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ ด้านมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือ
Finance โฆษกคลัง เผยผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ กว่า 8 แสนคน ยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ ด้านมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือ
‘เลขาธิการ สปสช.’ เผย จัดสรรงบฯ ตามจำนวน ปชช. – เตือน ‘ร่วมจ่าย’ สร้างความไม่แน่นอน
Biz Movement ‘เลขาธิการ สปสช.’ เผย จัดสรรงบฯ ตามจำนวน ปชช. – เตือน ‘ร่วมจ่าย’ สร้างความไม่แน่นอน
หอมดอกพิกุลร่วงจากแดนใต้ “ถนนไปสู่แหลมทอง” โดยไชยยศ ปิ่นประดับ
Biz Movement หอมดอกพิกุลร่วงจากแดนใต้ “ถนนไปสู่แหลมทอง” โดยไชยยศ ปิ่นประดับ
ดูทั้งหมด

หาเสียง “แจกแหลก” เอาเงินจากไหน ?

16 มี.ค. 2566 | 07:51น.
ป้ายหาเสียง
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง 2566 แม้จะยังไม่ได้ประกาศยุบสภา แต่ทุกพรรคการเมืองก็ออกสตาร์ตประกาศนโยบายหาเสียงกันอย่างดุเดือด

ปูพรมนโยบายสัญญาว่าจะให้เงินอุดหนุน สร้างงาน สวัสดิการต่าง ๆ ทั้งเกทับ บลัฟแหลกแจกเพิ่มแบบไม่ยั้ง

เช่น กรณีพรรคเพื่อไทย ชูนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายใน 4 ปี ขณะที่พรรคก้าวไกลเกทับต่อด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันทีปีแรก 450 บาท

พรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ชูนโยบายเพิ่มเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน และจะเพิ่มอีกปีละ 100 บาท เป็น 1,000 บาท ในปี 2570

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เจ้าของสโลแกน “พูดแล้วทำ” ที่ผลักดันนโยบายกัญชาถูกกฎหมายจนเป็นผลงาน ที่สร้างผลกระทบข้างเคียงมากมาย เลือกตั้งครั้งนี้ชูนโยบายหาเสียง “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น หยุดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท”

และอีกหลายพรรคที่ออกมาชูนโยบายยกเลิกหรือลดบทบาท “เครดิตบูโร” ที่หลายฝ่ายกังวลว่า ยิ่งสถาบันการเงินไม่มีฐานข้อมูลการพิจารณา จะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชนมากยิ่งขึ้น

แต่ทุกนโยบายจะเป็นจริงได้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด เพราะนโยบายที่จัดประเคนให้ประชาชนมีต้นทุนที่เกิดขึ้นมหาศาล รวมถึงผลข้างเคียงจากนโยบายที่ตามมาอีกมากมาย ที่พรรคการเมืองไม่มีใครพูดถึง

ประเด็นนี้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำรายงานวิจัยรวบรวมนโยบายหาเสียงจาก 9 พรรคการเมือง ได้ประมาณ 86 นโยบายที่มีรายละเอียดเพียงพอ ซึ่งทีดีอาร์ไอเป็นห่วงว่า แม้นโยบายหลายอย่างที่พรรคการเมืองประกาศเป็นนโยบายที่มีจุดประสงค์ดีที่มุ่งแก้ไขความเดือดร้อน และปัญหาของประชาชน (เฉพาะหน้า) แต่หลายนโยบายจะสร้างปัญหาให้ประเทศในระยะยาวใน 3 ประเด็นหลัก

1.สร้างภาระทางการคลังจากการใช้งบประมาณมหาศาลมากเกินตัว จนอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังของประเทศไทย 2.มีแนวโน้มว่าจะใช้เงินนอกงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทำให้การใช้เงินไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณ และทำให้รัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

และ 3.สร้างวัฒนธรรมซึ่งทำลายวินัยการเงินของประชาชน เช่น นโยบายที่จะพักหนี้ หรือลดหนี้เงินกู้ต่าง ๆ โดยไม่สมเหตุผล รวมถึงการลดบทบาทของเครดิตบูโร

ทีดีอาร์ไอคำนวณต้นทุนด้านการคลังของนโยบายของทั้ง 9 พรรคการเมือง (ไม่นับนโยบายที่ซ้ำกัน) พบว่า หากนำนโยบายทั้งหมดมาดำเนินการจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นราว 3.14 ล้านล้านบาทต่อปี

เรียกว่าต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นราว 1 เท่าตัวจากงบฯรายจ่ายประจำปี 2566 (วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท) นี่ยังไม่ได้รวมนโยบายของบางพรรคการเมืองที่จะทยอยออกมาประกาศ “เกทับ”

ประเด็นสำคัญคือ พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบาย (ประชานิยม) แบบจัดเต็มทุกมิติเท่าที่จะรังสรรค์กันมาได้ ไม่ได้มีการพูดถึง แนวทางว่าจะหางบประมาณจากที่ไหน มาทำนโยบาย แค่ขายนโยบายแบบสัญญาจะให้เพื่อหวังจะได้เสียงสนับสนุน

และหลายนโยบายที่ประกาศออกมา ก็อาจไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เนื่องจากจะต้องแก้กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่จำนวนมาก ขณะที่ยังไม่ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายได้ศึกษาถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนต้นทุน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

อาจเรียกได้ว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2566 เป็นการนำเสนอนโยบายประชานิยมกันมากที่สุดของประเทศไทย โดยไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ

และสิ่งที่ทีดีอาร์ไอ และหลายฝ่ายเป็นกังวลก็คือ นโยบายส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้า ที่สร้างปัญหาประเทศระยะยาว และผลข้างเคียง โดยเฉพาะหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นสูง จนอาจทำให้เกิดวิกฤตการคลังได้