ส่งออกเครื่องสำอางไทย มูลค่า 8 หมื่นล้าน สัญญาณฟื้นชัด
คอลัมน์ : ช่วยกันคิด ผู้เขียน : สุจิตรา อันโน ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
อุตสาหกรรมเครื่องสำอางเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำ พบว่า มูลค่าตลาดเครื่องสำอางทั่วโลกหดตัวลงอย่างชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19
โดยในปี 2563 มูลค่าตลาดเครื่องสำอางหดตัวอยู่ที่ประมาณ 10-20% YOY แม้ตัวเลขการหดตัวอาจดูไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น แต่ด้วยมูลค่าตลาดที่สูงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นหมายถึงผู้ประกอบการในธุรกิจเครื่องสำอางสูญเสียรายได้ไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากวิกฤตโควิด-19
แต่ละปีทั่วโลกมีการนำเข้าเครื่องสำอางรวม 1.2-1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4-5 ล้านล้านบาท โดยผู้นำเข้าเครื่องสำอางรายใหญ่ของโลก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 40% ของมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางรวมทั้งโลก
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีมูลค่านำเข้ามากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (skin care) และเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า (makeup) ที่มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 50% ของมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางรวมทั้งโลก รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำหอม (fragrances) และผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม (hair care) ที่มีสัดส่วน 16% และ 11% ของมูลค่านำเข้าเครื่องสำอางรวมทั้งโลก ตามลำดับ
สำหรับประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องสำอางเป็นอันดับที่ 18 ของโลก (จัดอันดับจากมูลค่าส่งออกปี 2565) ครองส่วนแบ่งตลาดเพียง 1.7% ของมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางรวมทั้งโลก ซึ่งผู้ส่งออกเครื่องสำอางรายสำคัญของโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหภาพยุโรป (ผู้ส่งออกรายใหญ่ของสหภาพยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 27%) สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบ 70% ของมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางรวมทั้งโลก
ทั้งนี้ มูลค่าส่งออกเครื่องสำอางรวมทั้งโลกได้กลับเข้าสู่ระดับก่อนโควิด-19 มาตั้งแต่ปี 2564 และยังขยายตัวต่อเนื่องในปี 2565 ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าสินค้าประเภทเครื่องสำอางยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
สอดคล้องกับข้อมูลจาก NPD Group ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวยอดขายของหมวดหมู่สินค้าต่าง ๆ ตามร้านค้าเฉพาะทางและห้างสรรพสินค้าในสหรัฐอเมริกา พบว่า กลุ่มสินค้าด้านความงาม โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม prestige beauty (เครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเตอร์แบรนด์) เป็นกลุ่มสินค้าเดียวที่มียอดขายปลีกสูงขึ้นในปี 2565 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยก็ตาม
โดยยอดขายสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้าปรับขึ้น 18% YOY ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 12% YOY น้ำหอม 11% YOY และผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม 22% YOY และจากที่กล่าวมาข้างต้นนับว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดเครื่องสำอางเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพที่จะเติบโตในตลาดโลกในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ เครื่องสำอางเป็นอีกหนึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยที่สร้างรายได้เข้าประเทศเฉลี่ยปีละ 7-8 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2565 การส่งออกเครื่องสำอางมีมูลค่ากว่า 8.27 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.6% YOY แม้มูลค่าจะยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 แต่ก็นับว่าใกล้เคียงกับระดับก่อนโควิด-19 ถึง 96.3% แล้ว (เทียบกับปี 2562)
และจากข้อมูลล่าสุด พบว่า มูลค่าส่งออกเครื่องสำอางของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2566 มีมูลค่า 2.82 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% YOY และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ไทยส่งออกเครื่องสำอางมากที่สุดที่มีมูลค่าส่งออกทั้งปีกว่า 8.59 หมื่นล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลักอย่างอาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และจีน ที่มีสัดส่วนตลาดรวมกันมากกว่า 50% ของมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางของไทย ขยายตัวค่อนข้างดี ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนสำคัญว่าเครื่องสำอางของไทยยังเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศ และถือเป็นสัญญาณที่ดีของการส่งออกเครื่องสำอางของไทย
ดังนั้น เมื่อหลายประเทศทั่วโลกพร้อมใจกันเปิดประเทศหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุเลาลง จนส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการดำเนินชีวิตของผู้คน และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น จะทำให้ภาพรวมมูลค่าตลาดเครื่องสำอางทั่วโลกมีโอกาสกลับมาขยายตัวต่อเนื่อง
สอดคล้องกับผลสำรวจ “The Professional Skin Care Consumer : Attitudes and Behaviors Survey ของ Kline & Company” ที่ระบุว่า ในปี 2566 ผู้บริโภค 96% ยังคงมีแผนใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยผู้บริโภค 54% มีแผนที่จะใช้จ่ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากขึ้น และนับเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกเครื่องสำอางของไทย และไทยยังมี room to grow เนื่องจากยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยมาก
อีกทั้งความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกเครื่องสำอางอยู่ในระดับที่ดี สะท้อนจากค่า RCA (revealed comparative advantage) หรือดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบที่ปรากฏ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก
หากค่า RCA มีค่ามากกว่า 1 แสดงว่ามีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ โดยค่า RCA เฉลี่ย 3 ปี (ปี 2563-2565) ของมูลค่าส่งออกเครื่องสำอางของไทย อยู่ในระดับ 1.40 นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) 13 ฉบับ 18 ประเทศคู่ค้า อันได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินเดีย ชิลี และเปรู
และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเครื่องสำอางส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (skin care) เครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า (makeup) และผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม (hair care) ที่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกรวมกันมากกว่า 50% โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในปี 2566-2567 ตลาดส่งออกเครื่องสำอางของไทยมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง 12.4% YOY และ 14.8% YOY ตามลำดับ