เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

แบงก์โหมขายหนี้เสีย 7 หมื่นล้าน “เครดิตบูโร” จี้ปรับโครงสร้าง NPL โควิด

16 ส.ค. 2566 | 12:11น.
แบงก์ขายหนี้เสีย

เครดิตบูโร ประเมินปี’66 ปีแห่ง “มหกรรมตัดขายหนี้” เปิดตัวเลข 6 เดือน แบงก์แห่ขายหนี้ “บ้าน-รถ-เกษตร-การศึกษา” พุ่งเกือบ 7 หมื่นล้าน แนะเร่งปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มเป็นหนี้เสียช่วงโควิดกว่า 3.7 แสนล้านบาท ก่อนมาตรการ ธปท.จบสิ้นปีนี้ พร้อมเสนอตั้งสถานีแก้หนี้ 35 จังหวัด ช่วยแก้ปมหนี้ครัวเรือน

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ปี 2566 จะเป็นปีแห่ง “มหกรรมการตัดขายหนี้” ของธนาคารพาณิชย์ และเปลี่ยนจากการตัดขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันมาเป็นหนี้ที่มีหลักประกันมากขึ้น สืบเนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในระบบเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ณ ไตรมาสที่ 2/2566 อยู่ที่ระดับ 1.03 ล้านล้านบาท จากไตรมาส 1/2566 ที่อยู่ที่ 9.5 แสนล้านบาท

“ตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563-2565 พบว่า ทั้งระบบมีการโอนขายหนี้แล้วกว่า 2.18 แสนล้านบาท เฉพาะปี 2565 มีการโอนขายหนี้สูงกว่า 1.21 แสนล้านบาท แล้วมาในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 นี้ ก็มีการโอนขายหนี้แล้วเกือบ 7 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าในเวลาแค่ 3 ปีครึ่ง มีการโอนขายหนี้แล้วเกือบ 2.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.2 ล้านบัญชี”

สุรพล โอภาสเสถียร
สุรพล โอภาสเสถียร

หากพิจารณาเฉพาะการโอนขายหนี้เฉพาะของธนาคารพาณิชย์พบว่า ช่วงปี 2563-2565 อยู่ที่ 1.96 แสนล้านบาท โดยในปี 2565 สูงถึง 1.11 แสนล้านบาท และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 มียอดโอนขายหนี้แล้ว 6.07 หมื่นล้านบาท รวม 3 ปีครึ่ง ธนาคารพาณิชย์มีการโอนขายหนี้แล้วกว่า 2.57 แสนล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มในไตรมาสที่ 3/2566 ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ซึ่งหากดูไส้ในของหนี้ที่มีการโอนขายทั้งหมดจะพบว่า หนี้รถยนต์ช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 7,806 ล้านบาท สูงกว่า 2565 ทั้งปีที่ 7,182 ล้านบาท ส่วนหนี้ประเภทอื่น ๆ เช่น หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หนี้เกษตร มีการโอนขายแล้วในช่วง 6 เดือนปีนี้ 27,946 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 26,799 ล้านบาท

ส่วนหนี้บ้าน 6 เดือนแรกมีการโอนขายอยู่ที่ 9,510 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 21,146 ล้านบาท แต่คาดว่าจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ปีนี้จะเป็นปีมหกรรมการขายหนี้ของแบงก์ เพราะการตัดขายหนี้จะทำให้แบงก์เบาตัว เก็บไว้จะพะรุงพะรัง ซึ่งเราเริ่มเห็นสัญญาณขายหนี้ที่มีหลักประกันมากขึ้น จากเดิมจะยึดบ้านมาเป็นทรัพย์รอการขาย (NPA) และแยกหนี้ส่วนบุคคล

แต่ปัจจุบันจะขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ทั้งหมดเลย หรือบางแบงก์ก็พยายามตั้งบริษัทร่วมทุน (JVAMC) เพื่อตามหนี้ หรือแยกระหว่าง bad bank กับ good bank แต่ที่น่าห่วงก็คือ ลูกหนี้ที่ถูกขายไป จะยิ่งถูกบีบหนักขึ้น”

นายสุรพลกล่าวว่า ขณะที่ตัวเลขปรับโครงสร้างหนี้ (TDR) คาดว่าทิศทางยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ (ฟ้า-ส้ม) ที่จะครบกำหนดในเดือน ธ.ค. 2566 นี้

และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณชัดจะไม่มีการต่ออายุมาตรการดังกล่าว ทำให้สถาบันการเงินเร่งการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนมาตรการจะหมดลง จาก ณ ไตรมาสที่ 2/2566 อยู่ที่ 9.8 แสนล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสที่ 1/2566 ที่อยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท

ตาราง แบงก์โหมขายหนี้เสีย

อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างหนี้ ควรเร่ง โดยพุ่งเป้าไปในกลุ่มหนี้เสียที่เกิดจากผลกระทบโควิด-19 (รหัส 21) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเกรด A ที่ปัจจุบันมีอยู่ 3.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1/2566 ที่อยู่ 3.1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6 หมื่นล้านบาท

โดยมีจำนวนลูกหนี้ 3.4 ล้านลูกหนี้ เพิ่มจาก 3.1 ล้านลูกหนี้ และจำนวนบัญชีจาก 4.4 ล้านบัญชี เพิ่มเป็น 4.9 ล้านบัญชี ในไตรมาสที่ 2/2566 โดยมูลหนี้อยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 60% ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) 18% ธนาคารพาณิชย์ 10% และเช่าซื้อ 13%

ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอของลูกหนี้เรียกร้องให้ ธปท.ต่อมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ (สีฟ้า) โดยเฉพาะเรื่องการแขวนดอกเบี้ยผิดนัดและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หากลูกหนี้สามารถผ่อนชำระได้ตามสัญญาที่ธนาคารจะลดดอกเบี้ย หรือค่าเบี้ยปรับผิดนัดชำระต่าง ๆ ลง และการปรับโครงสร้าง รวมถึงเติมเงินใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตและธุรกิจได้

“อยากให้มุ่งเป้าแก้หนี้รหัส 21 ที่มีอยู่ 3.7 แสนล้านบาท เพราะเป็นลูกหนี้เกรด A ก่อนมีโควิด-19 ซึ่งหากดูโอกาสหลังทำ TDR ในอดีตประมาณ 60% สามารถรอดกลับมาได้ และอีกราว 30-40% ไหลเป็นหนี้เสีย หรือเรียกว่า re-entry ซึ่งหากเราสามารถช่วยให้กลุ่มรหัส 21 ทำ TDR แล้วเหลือหนี้เสียแค่สัก 1 แสนล้านบาท ก็จะดี”

นายสุรพลกล่าวด้วยว่า การแก้หนี้ให้มีประสิทธิภาพ ควรมีการตั้งสถานีแก้หนี้ 35 จังหวัด ซึ่งอาจจะใช้พื้นที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย หรือสาขาธนาคาร โดยให้ลูกหนี้สามารถเจรจาแก้หนี้กับเจ้าหนี้ และมีตัวแทนคนกลาง

ซึ่งอาจจะให้ลูกหนี้ส่งเอกสารหนี้ที่ต้องการแก้ไขหรือปรับโครงสร้างผ่านออนไลน์ และมีการนัดเจรจากัน ทำในลักษณะการประชุมเจ้าหนี้ในพื้นที่ใกล้เคียงกับลูกหนี้

“การลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยให้มาอยู่ในระดับศักยภาพ 80% ของจีดีพี จะต้องทำควบคู่กันหลายส่วน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องขยายตัว เร่งการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงรายได้จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย”

นายสุรพล กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการตรวจสุขภาพการเงินของสมาชิกสถาบัน 134 ราย ในช่วง 6 เดือนแรก พบว่า ธนาคารมีการตรวจเครดิตลูกค้าถึง 35.62 ล้านครั้ง คาดว่าทั้งปีจะมีไม่ต่ำกว่า 80 ล้านครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจและดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้มีการตรวจถี่ขึ้น รวมถึงดูว่าลูกค้ามีแนวโน้มเป็นหนี้เรื้อรังหรือไม่