บริษัทประกันปรับพอร์ตลงทุน ปั้นรีเทิร์นสูง-กระจายเสี่ยง
บริษัทประกันชีวิตปรับพอร์ตลงทุนปั้นผลตอบแทนอย่างน้อย 4-5% “เอฟดับบลิวดีฯ” เพิ่มสัดส่วนลงทุนต่างประเทศหวังกระจายเสี่ยง ขณะที่ “กรุงไทยแอกซ่า” เล็งเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นทั่วโลก ฟาก “ไทยสมุทรฯ” ยอมรับปีนี้บริหารพอร์ตลงทุนไม่ง่าย เหตุตลาดผันผวน-ดอกเบี้ยในประเทศต่ำ “โตเกียวมารีน” ขยับลงทุนหุ้นกู้เอกชนเพิ่ม ส่วน “แอ็ดวานซ์ ไลฟ์” ฟันธงผลตอบแทนปีนี้ไม่น้อยกว่า 5%
นายบ๊อบ เวาเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่สายงานช่องทางจัดจำหน่าย บมจ.เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต เปิดเผยว่า ปี 2561 นี้ คาดว่าบริษัทจะสามารถทำผลตอบแทนการลงทุน (รีเทิร์น) ได้สูงกว่า 4% เนื่องจากบริษัทกลับมาบริหารพอร์ตเองแทนการจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริหาร ซึ่งช่วยให้สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยปีนี้จะเพิ่มสัดส่วนลงทุนต่างประเทศขึ้นอีก 1-2% จากปัจจุบันอยู่เกือบ 10% เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งจะโฟกัสลงทุนในตลาดเอเชีย รวมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น

“เราสนใจหุ้นสถาบันการเงินของยุโรป เนื่องจากมีการจัดการค่าใช้จ่าย เซตอัพระบบ และทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ดี ในขณะที่หุ้นไทยเน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดีและจ่ายเงินปันผลดี โดยสนใจทุกกลุ่ม แต่จะเลือกลงทุนในตัวที่โดดเด่นที่สุดของแต่ละกลุ่มนั้น ๆ ทั้งนี้ แผนระยะ 3 ปี (2561-2563) ข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2560 ที่อยู่ที่ 102,000 ล้านบาท” นายบ๊อบกล่าว
นายฟรานซ์ ลาทุยรีค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.กรุงไทยแอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทกำลังศึกษาการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกเพิ่ม หลังจากปัจจุบันเน้นลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง (พันธบัตรรัฐบาล) กว่า 83% ของพอร์ต ซึ่งอาจจะเลือกลงทุนในต่างประเทศสำหรับพันธบัตรที่มีคุณภาพและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจะใช้จุดแข็งจากกลุ่มแอกซ่าที่กระจายอยู่เกือบทุกประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมทั้งสิ้น 235,000 ล้านบาท
นางสาวสุวรรณ อุดมเฉลิมเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานลงทุน บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต กล่าวว่า ปีนี้การลงทุนค่อนข้างยาก โดยบริษัทคาดว่าจะทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้ลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 6.23% แต่จะพยายามบริหารให้ไม่ต่ำกว่า 5% ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนราว 90,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ราว 70% ที่เหลือกระจายลงทุนทั้งเงินให้กู้ยืม เงินกู้กรมธรรม์ หุ้นทุน และอื่น ๆ
“ปีนี้เป็นอีกปีที่การบริหารจัดการการลงทุนคงไม่ง่ายนัก เพราะตลาดมีความผันผวนสูง อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนยังคงต้องเลือกลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม และยังคงต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับการออกผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านผลตอบแทนและระยะเวลา” นางสาวสุวรรณกล่าว
นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารการเงิน บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต กล่าวว่า ปกติบริษัทจะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสัดส่วน 88% และหุ้นกู้เอกชน 7% แต่ในปี 2561 นี้ อาจจะลงทุนหุ้นกู้เอกชนเพิ่มเป็น 10% เพราะผลต่างที่ได้จากอัตราผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล ส่วนอีก 5% จะลงทุนในหุ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนรวมของบริษัทอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าผลตอบแทนปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 4%
นายสมศักดิ์ ไชยเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.แอ็ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต กล่าวว่า ปีนี้บริษัทยังใช้นโยบายลงทุนในทรัพย์สินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภาระผูกพันที่มีอยู่ โดยลงทุนในตราสารหนี้ราว 80% แยกเป็นหุ้นกู้อายุไม่เกิน 5 ปี สัดส่วน 35-40% พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีราว 20% และเงินให้กู้อีก 20% ส่วนที่เหลืออีก 20% ลงทุนในเงินกู้ตามกรมธรรม์/เงินฝาก 16% และลงทุนในหุ้น 4% ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มท่องเที่ยว, พลังงาน, สุขภาพ, รับเหมาก่อสร้าง ที่อยู่ในหุ้น SET100 เป็นหลัก
“คาดว่าในปีนี้จะมีผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 5% แม้ว่าในปีที่ผ่านมาผลตอบแทนต่ำกว่าประมาณการอยู่ที่ 4% เนื่องจากต้องสำรองเงินทุนด้อยค่าตามคุณภาพเครดิตที่ด้อยลงกว่า 100% จากการที่บริษัทมีการเข้าไปลงทุนหุ้น EARTH (บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ)” นายสมศักดิ์กล่าว