ราคาน้ำมันดิบ (5 ก.ย. 66) ปรับเพิ่ม จากความกังวลอุปทานน้ำมันดิบตึงตัว
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความกังวลอุปทานน้ำมันดิบตึงตัว ขณะที่ตลาดคาดธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม
วันที่ 5 กันยายน 2566 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบ ดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มตึงตัว หลังการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียที่คาดว่าจะขยายกรอบเวลาการลดกำลังการผลิตกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นเดือนที่ 4 ไปจนถึงเดือน ต.ค. 66 ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซียส่งสัญญาณปรับลดการส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มเติมในเดือน ต.ค.เช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้
โดยราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสเมื่อ 4 ก.ย. 2566 อยู่ที่ 85.55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ตลาดปิด) และราคาน้ำมันเบรนต์อยู่ที่ 89.00 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +0.45 เหรียญสหรัฐ
หลังการเปิดเผยตัวเลขอัตราการว่างงานในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.8% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบหกเดือน แสดงถึงภาคการจ้างงานสหรัฐที่ยังคงอ่อนแอ ส่งผลให้ตลาดคาดว่า ในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 19-20 ก.ย. ที่จะถึงนี้ FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม
ทางการจีนเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ประจำเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.0 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 49.3 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับแต่เดือน ก.พ. 66 โดยคาดว่าการเติบโตหลักมาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น บ่งชี้ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอาจเริ่มส่งผลดีต่อตลาดจีนที่หดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ส.ค.ผ่านมา จีนได้ประกาศนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารของรัฐหลายแห่ง รวมทั้งได้มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกู้ยืมเงินสำหรับซื้อบ้านอีกด้วย
ราคาน้ำมันเบนซิน
ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตลาดคาดตัวเลขโควตาส่งออกน้ำมันเบนซินจากจีนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย.
ราคาน้ำมันดีเซล
ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากการส่งออกน้ำมันดีเซลจากจีนที่คาดว่าจะสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคายังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์น้ำมันดีเซลในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
