เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า หลังตลาดคาดเฟดจะคงดอกเบี้ยสูงไปอีกระยะหนึ่ง

08 ก.ย. 2566 | 19:06น.
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับทุกสกุล หลังตลาดคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยสูงไปอีกระยะหนึ่ง ผลสำรวจของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 93% ที่้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ และให้น้ำหนัก 48.8% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 1 พ.ย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 4-8 ก.ย. 2566 ในช่วงต้นสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 169,000 ตำแหน่ง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 157,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค.

ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน ก.ค. และเมื่อเทียบรายปี ค่าจ้างรายชั่วโมง โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.3% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.4% ในเดือนก่อนหน้า

ตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแกร่ง

โดยอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ปีที่แล้วที่ระดับ 3.8% สูงกว่าในเดือนก่อนหน้าและตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.5% แต่อัตราการว่างงานยังคงต่ำกว่าการประมาณการล่าสุดในไตรมาส 4 ของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ระดับ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมของภาคแรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 62.8% สูงสุดตั้งแต่เดือน ก.พ. ปี 2020 และพุ่งขึ้นจาก 62.6% ในเดือนก่อนหน้า

นอกจากนี้สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. หดตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 สู่ระดับ 47.6 แต่มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 46.9 และมากกว่าในเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 46.4

ซึ่งนางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ ให้ความเห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่งและมีสัญญาณในการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลมากยิ่งขึ้น ผ่านการจ้างงานที่ชะลอตัวลงและตำแหน่งงานเปิดใหม่ที่ลดลง แต่ในภาพรวมอัตราการว่างงานที่ระดับ 3.8% ยังถือเป็นระดับต่ำอยู่

อย่างไรก็ตามการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ในอนาคตอาจต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ภาคธนาคาร และภาคการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสอดคล้องกับเป้าหมาย

คาดเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุม 19-20 ก.ย.

ผลสำรวจของ CME Group ระบุว่า หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนี ISM ภาคบริการ นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.8% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 1 พ.ย. และให้น้ำหนัก 93% ที่้เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 19-20 ก.ย.นี้

นอกจากนี้ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมีนัยยะ โดยได้รับแรงกดดันจากทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ภาวะเงินเฟ้อสูง รวมทั้งดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเศรษฐกิจโลกอาจเติบโตประมาณ 3% ในระยะกลาง ถือเป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่นั้นมีเพียงสหรัฐ ที่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ในขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตต่ำกว่าศักยภาพประมาณ 2% ส่วนเศรษฐกิจจีน ตลาดเกิดใหม่กับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ต่ำกว่าศักยภาพอยู่ประมาณ 5% ทั้งนี้เศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้เศรษฐกิจอาเซียนยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4.5% ในปี 2566 และปี 2567 หรืออาจเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า โดยเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนและดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารในกลุ่มประเทศดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากภาวะติดขัดด้านห่วงโซ่อุปทานและอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ สาเหตุมาจากความวิตกเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลก โดยการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับเพียงครึ่งหนึ่งของตัวเลขคาดการณ์ก่อเกิดการระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนสูญเสียผลผลิตประมาณ 8% ของ GDP

ตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลเชิงบวกต่อนักลงทุน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (4/9) ที่ระดับ 35.10/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/9) ที่ระดับ 35.00/01 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ วันเสาร์ที่ผ่านมา (2/9) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.คลัง ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และนายสุทิน คลังแสง ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม

ส่วนในกระทรวงอื่น ๆ เป็นไปตามโผที่พรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาล ได้เปิดเผยมาก่อนหน้านี้ ซึ่งการมีเสถียรภาพทางด้านการเมืองอาจส่งผลให้เกิดการตอบสนองในเชิงบวกของนักลงทุนต่อไป

อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทได้รับแรงกดดันต่อเนื่องในวันอังคาร (5/9) หลังไฉซิน/เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยผลสำรวจ ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือน ส.ค. ของจีนอยู่ที่ระดับ 51.8 ลดลงจากระดับ 54.1 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนี PMI เดือน ส.ค.ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนหรือนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2565 เนื่องจากการะชะลอตัวของอุปสงค์ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถทำให้การอุปโภคบริโภคฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของจีนยังมีการขยายตัว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ไทยเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 0.88% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เทียบกับที่โพลล์รอยเตอร์คาดไว้เพิ่มขึ้น 0.61% ขณะที่เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า CPI ในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 0.55% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน ใน ส.ค.เพิ่มขึ้น 0.79% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.02% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่โพลล์คาดไว้เพิ่มขึ้น 0.82% เมื่อเทียบรายปี

ทั้งนี้เงินเฟ้อในเดือน ส.ค.อยู่ต่ำกว่าระดับ 1% ซึ่งเป็นกรอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แต่สูงกว่าที่โพลล์คาด โดยปัจจัยสำคัญมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของสินค้าในกลุ่มพลังงานเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มอาหารสดราคาทรงตัว นอกจากนี้ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2566 ของสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท.สภอ.) ว่า เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าจะปรับประมาณการเศรษฐกิจลดลง เนื่องจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ สอดคล้องกับการชะลอของเศรษฐกิจจีน และ Global Electronic Cycle สำหรับภาคการท่องเที่ยว ภาพรวมยังปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน รายได้ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.05-35.65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 35.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (4/9) ที่ระดับ 1.0776/78 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/9) ที่ระดับ 1.0845/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา (1/9) S&P Global รายงานว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคอุตสาหกรรมของยุโรปประจำเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 43.5 จากระดับ 42.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าข้อมูลขั้นต้นที่ระดับ 43.7

นอกจากนี้สำนักงานสถิติเยอรมนีเปิดเผยในวันนี้ (4/9) ว่า ยอดส่งออกของเยอรมนีลดลง 0.9% ในเดือน ก.ค. ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน ก.ค.โดยเยอรมนียอดเกินดุลการค้า 1.59 หมื่นล้านยูโร ในเดือน ก.ค.ลดลงจากระดับ 1.87 หมื่นล้านยูโรในเดือน มิ.ย. สำหรับยอดส่งออกจากเยอรมนีไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค. แต่การส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ นอกยุโรปลดลง 2.5% เมื่อเทียบรายเดือน

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0685-1.0808 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 1.0699/1.0703 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (4/9) ที่ระดับ 146.14/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/9) ที่ระดับ 145.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินของ 10 ประเทศคู่ค้าในปีนี้ เนื่องจาก BOJ ยังคงยึดมั่นในนโยบายผ่อนคลายการเงิน ในขณะที่ธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ พากันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดย BOI ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% นับตั้งแต่ปี 2559 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศคู่ค้าอย่างสหรัฐอยู่ที่ระดับ 5.5% ในขณะนี้

ส่วนในสัปดาห์นี้เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ส่งผลให้นายมาซาโตะ คันตะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่นออกมาเตือนว่า รัฐบาลกำลังเตรียมใช้มาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น หากเงินเยนทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินเยนอาจจะทรุดตัวลงแตะระดับ 152 เยนต่อดอลลาร์ในปีนี้ และแตะระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์ในปี 2567 และต่อให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยกเลิกนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) ในปีนี้ ก็จะไม่ช่วยให้เงินเยนฟื้นตัวมากนักในระยะยาว ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.00-147.87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/9) ที่ระดับ 147.36/39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ