Market-think : อีวี-น้ำมัน
รถอีวี
คอลัมน์ :Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์
วันก่อน คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มาบรรยายพิเศษเรื่อง “Next Chapterประเทศไทย” บนเวทีสัมมนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต” ของ “ประชาชาติธุรกิจ”
น่าจะเป็นการ “ปล่อยของ” เรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่คุณเศรษฐาเป็นนายกฯ
มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ นโยบายการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์
คุณเศรษฐาเริ่มต้นด้วยการพูดเรื่องนโยบายต่างประเทศของไทยที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน
และวกมาพูดถึงประเทศญี่ปุ่น
“เราต้องไม่ลืมว่ามีมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ลงทุนในเมืองไทยมากที่สุด เราเป็นคนไทย เราต้องไม่ลืมต้นน้ำ ใครเคยทำอะไรดี ๆ ให้เรามาก่อน”
แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ได้ใจนักลงทุนญี่ปุ่นแล้ว
ตอนนี้ “ญี่ปุ่น” กังวลมากเรื่องตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพราะนอกจากเขาจะเริ่มต้นช้ากว่าจีน
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยังไม่เชื่อว่าตลาดรถอีวีจะเติบโตอย่างรวดเร็ว
“โตโยต้า” เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เขาเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง และคิดจะเป็นผู้นำสร้างเทคโนโลยีใหม่
ใช้ “ไฮโดรเจน” เป็นเชื้อเพลิง
เมื่อพื้นฐานความเชื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเริ่มต้นรถยนต์อีวีช้ากว่าจีนมาก
พอตลาดโต ก็ปรับตัวไม่ทัน
คุณเศรษฐานั้นมองว่า เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย” เพราะนอกจากมีโรงงานรถยนต์ที่ผลิตเพื่อส่งออกจำนวนมากแล้ว
เรายังมีโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเยอะมาก
จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ก็สูงมากเช่นกัน
แต่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลไทยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านอุตสาหกรรมรถยนต์
หันมาให้ความสำคัญกับรถอีวีมากขึ้น
จากเรื่องเอฟทีเอกับจีน และนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาลทำให้รถอีวีราคาต่ำลง
บริษัทรถยนต์จีนบุกตลาดรถอีวีอย่างหนัก
ขนเงินมาลงทุนเปิดโรงงานหลายบริษัท
เห็นอัตราการเติบโตของยอดขายรถอีวีในช่วง 2 ปีนี้ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นก็คงหวั่นไหวไม่น้อย
นั่นคือ ที่มาของแนวคิดที่ “เศรษฐา” ประกาศในเวทีเสวนาครั้งนี้
เมืองไทยจะเป็น “ศูนย์กลางของช่วงสุดท้ายการผลิตรถยนต์สันดาป”
จะมีการให้สิทธิประโยชน์บางอย่างเพื่อให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเพื่อส่งออกจากประเทศอื่นมาเมืองไทย
เพราะ “เศรษฐา” เชื่อว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันน่าจะยาวนานไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี
วิธีคิดเรื่องนี้น่าสนใจ แต่คุณเศรษฐาคงอธิบายรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้
สัญญาณจากวันนั้นคงทำให้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยิ้ม
แต่บริษัทรถยนต์ของจีนคงเริ่มหวั่นไหว
ไม่รู้ว่ารัฐบาลไทยคิดอย่างไรกับรถอีวี
จะปล่อยให้ตลาดในประเทศเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ คือ เปิดทางให้รถอีวีเติบโตเหมือนเดิมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
ทำให้รถอีวีราคาต่ำลง
ส่วนญี่ปุ่น แค่ดึงมาลงทุนรถยนต์สันดาปเพื่อการส่งออกหรือเปล่า
หรือว่าจะมีผลประโยชน์บางอย่างให้รถยนต์สันดาปในประเทศราคาต่ำลงเพื่อสู้กับรถอีวี
เรื่องนี้ยังเป็นปริศนาธรรมอยู่
ถามว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลจีน หรือบริษัทรถยนต์จีน เราจะรู้สึกอย่างไรกับปาฐกถาของคุณเศรษฐา
ผมเชื่อว่าเขาคงกลัว ๆ เหมือนกัน
และไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ทำให้คุณเศรษฐาต้องเดินเกมอะไรบางอย่างเพื่อสร้างสมดุลในเรื่องนี้
เพราะอยู่ดี ๆ เมื่อวันก่อน นายกรัฐมนตรีของไทยก็โชว์การทดสอบขับรถอีวีรุ่นใหม่ค่าย BYD ของจีน ที่ทำเนียบรัฐบาล
และให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานรัฐควรหันมาใช้รถอีวี
ผมไม่รู้ว่าเป็นการตั้งใจแก้เกมเรื่องนี้หรือไม่
เพราะสามารถอ่านได้ว่าเป็น “ภาษาการทูต” เชิงสัญลักษณ์ส่งไปยังรัฐบาลจีนว่ารัฐบาลไทยยังหนุนรถยนต์อีวีอยู่นะคร้าบบ
ตอนนี้จังหวะก้าวอะไรที่มีผลกระทบกับ “จีน” รัฐบาลคงต้องระมัดระวังหน่อย
ต้องใจเย็น ๆ…