เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

Market-think : อีวี-น้ำมัน

09 ต.ค. 2566 | 11:34น.
รถอีวี

รถอีวี

คอลัมน์ :Market-think
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

วันก่อน คุณเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มาบรรยายพิเศษเรื่อง “Next Chapterประเทศไทย” บนเวทีสัมมนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต” ของ “ประชาชาติธุรกิจ”

น่าจะเป็นการ “ปล่อยของ” เรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่คุณเศรษฐาเป็นนายกฯ

มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ นโยบายการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์

คุณเศรษฐาเริ่มต้นด้วยการพูดเรื่องนโยบายต่างประเทศของไทยที่ต้องรักษาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน

และวกมาพูดถึงประเทศญี่ปุ่น

“เราต้องไม่ลืมว่ามีมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ลงทุนในเมืองไทยมากที่สุด เราเป็นคนไทย เราต้องไม่ลืมต้นน้ำ ใครเคยทำอะไรดี ๆ ให้เรามาก่อน”

แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ได้ใจนักลงทุนญี่ปุ่นแล้ว

ตอนนี้ “ญี่ปุ่น” กังวลมากเรื่องตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพราะนอกจากเขาจะเริ่มต้นช้ากว่าจีน

บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยังไม่เชื่อว่าตลาดรถอีวีจะเติบโตอย่างรวดเร็ว

“โตโยต้า” เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เขาเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง และคิดจะเป็นผู้นำสร้างเทคโนโลยีใหม่

ใช้ “ไฮโดรเจน” เป็นเชื้อเพลิง

เมื่อพื้นฐานความเชื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเริ่มต้นรถยนต์อีวีช้ากว่าจีนมาก

พอตลาดโต ก็ปรับตัวไม่ทัน

คุณเศรษฐานั้นมองว่า เมืองไทยได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย” เพราะนอกจากมีโรงงานรถยนต์ที่ผลิตเพื่อส่งออกจำนวนมากแล้ว

เรายังมีโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเยอะมาก

จำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ก็สูงมากเช่นกัน

แต่ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลไทยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านอุตสาหกรรมรถยนต์

หันมาให้ความสำคัญกับรถอีวีมากขึ้น

จากเรื่องเอฟทีเอกับจีน และนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาลทำให้รถอีวีราคาต่ำลง

บริษัทรถยนต์จีนบุกตลาดรถอีวีอย่างหนัก

ขนเงินมาลงทุนเปิดโรงงานหลายบริษัท

เห็นอัตราการเติบโตของยอดขายรถอีวีในช่วง 2 ปีนี้ บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นก็คงหวั่นไหวไม่น้อย

นั่นคือ ที่มาของแนวคิดที่ “เศรษฐา” ประกาศในเวทีเสวนาครั้งนี้

เมืองไทยจะเป็น “ศูนย์กลางของช่วงสุดท้ายการผลิตรถยนต์สันดาป”

จะมีการให้สิทธิประโยชน์บางอย่างเพื่อให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเพื่อส่งออกจากประเทศอื่นมาเมืองไทย

เพราะ “เศรษฐา” เชื่อว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันน่าจะยาวนานไม่ต่ำกว่า 10-15 ปี

วิธีคิดเรื่องนี้น่าสนใจ แต่คุณเศรษฐาคงอธิบายรายละเอียดมากกว่านี้ไม่ได้

สัญญาณจากวันนั้นคงทำให้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นยิ้ม

แต่บริษัทรถยนต์ของจีนคงเริ่มหวั่นไหว

ไม่รู้ว่ารัฐบาลไทยคิดอย่างไรกับรถอีวี

จะปล่อยให้ตลาดในประเทศเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ คือ เปิดทางให้รถอีวีเติบโตเหมือนเดิมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

ทำให้รถอีวีราคาต่ำลง

ส่วนญี่ปุ่น แค่ดึงมาลงทุนรถยนต์สันดาปเพื่อการส่งออกหรือเปล่า

หรือว่าจะมีผลประโยชน์บางอย่างให้รถยนต์สันดาปในประเทศราคาต่ำลงเพื่อสู้กับรถอีวี

เรื่องนี้ยังเป็นปริศนาธรรมอยู่

ถามว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลจีน หรือบริษัทรถยนต์จีน เราจะรู้สึกอย่างไรกับปาฐกถาของคุณเศรษฐา

ผมเชื่อว่าเขาคงกลัว ๆ เหมือนกัน

และไม่รู้ว่ามีสัญญาณอะไรส่งไปที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ทำให้คุณเศรษฐาต้องเดินเกมอะไรบางอย่างเพื่อสร้างสมดุลในเรื่องนี้

เพราะอยู่ดี ๆ เมื่อวันก่อน นายกรัฐมนตรีของไทยก็โชว์การทดสอบขับรถอีวีรุ่นใหม่ค่าย BYD ของจีน ที่ทำเนียบรัฐบาล

และให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานรัฐควรหันมาใช้รถอีวี

ผมไม่รู้ว่าเป็นการตั้งใจแก้เกมเรื่องนี้หรือไม่

เพราะสามารถอ่านได้ว่าเป็น “ภาษาการทูต” เชิงสัญลักษณ์ส่งไปยังรัฐบาลจีนว่ารัฐบาลไทยยังหนุนรถยนต์อีวีอยู่นะคร้าบบ

ตอนนี้จังหวะก้าวอะไรที่มีผลกระทบกับ “จีน” รัฐบาลคงต้องระมัดระวังหน่อย

ต้องใจเย็น ๆ…