เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET วันนี้ (24 ก.ค.) กรอบ 1,620-1,650 จุด อัพไซด์เริ่มจำกัด บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งแรง-ดอลลาร์แข็งโป๊ก
Finance SET วันนี้ (24 ก.ค.) กรอบ 1,620-1,650 จุด อัพไซด์เริ่มจำกัด บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งแรง-ดอลลาร์แข็งโป๊ก
เร่งท่องเที่ยวไทยทุกมิติ วางรากฐานก่อนเปลี่ยนผ่าน
Business เร่งท่องเที่ยวไทยทุกมิติ วางรากฐานก่อนเปลี่ยนผ่าน
สะท้อนตัวตนที่สดใส Marimekko เปิดตัว เต้ย-จรินทร์พรBrand Ambassador คนแรก
Biz Movement สะท้อนตัวตนที่สดใส Marimekko เปิดตัว เต้ย-จรินทร์พรBrand Ambassador คนแรก
Scenic ชวนล่องเรือยอชต์ประสบการณ์อัลตราลักเซอรี่ยุโรป อาร์กติก แอนตาร์กติกา ฯ
Biz Movement Scenic ชวนล่องเรือยอชต์ประสบการณ์อัลตราลักเซอรี่ยุโรป อาร์กติก แอนตาร์กติกา ฯ
เยนอ่อนค่า…เมื่อ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ กลายเป็นโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจญี่ปุ่น
World เยนอ่อนค่า…เมื่อ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ กลายเป็นโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจญี่ปุ่น
รัฐบาล เปิดฟังความเห็น “เออรี่รีไทร์ ข้าราชการ” ชงควรเริ่มอายุ 40 หรือ 50 ปี
Politics รัฐบาล เปิดฟังความเห็น “เออรี่รีไทร์ ข้าราชการ” ชงควรเริ่มอายุ 40 หรือ 50 ปี
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท รูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
หอการค้าฯ ชี้ภาษีสหรัฐ 12.5% ไม่เสียเปรียบคู่แข่ง จี้เร่งกฎหมายแรงงาน-ปิดดีล ART รับมาตรา 301
Economic หอการค้าฯ ชี้ภาษีสหรัฐ 12.5% ไม่เสียเปรียบคู่แข่ง จี้เร่งกฎหมายแรงงาน-ปิดดีล ART รับมาตรา 301
เชฟ-พ่อบ้าน ขึ้นแท่นมนุษย์ทองคำ มหาเศรษฐีแห่จ้าง 3 แสนยูเอส/ปี
Business เชฟ-พ่อบ้าน ขึ้นแท่นมนุษย์ทองคำ มหาเศรษฐีแห่จ้าง 3 แสนยูเอส/ปี
ถอดรหัส ‘นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง’ เปย์ 3.5 เท่า ล่าประสบการณ์หรู
Business ถอดรหัส ‘นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง’ เปย์ 3.5 เท่า ล่าประสบการณ์หรู
ดูทั้งหมด

บาทอ่อนค่า หลังแถลงโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต

10 พ.ย. 2566 | 19:54น.
เงินดิจิทัล 10,000 บาท

เงินบาทอ่อนค่า หลังรัฐบาลแถลงความชัดเจนโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท หวังช่วยกระตุ้นเศรษบกิจระยะสั้น

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (6/11) ที่ระดับ 35.45/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินบาทแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรโดยออกมาต่ำกว่าคาด โดยเพิ่มขึ้นเพียง 150,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 188,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.9% สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.8% ขณะที่ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 4.1%

นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 51.8 จุดในเดือนตุลาคม จากระดับ 53.6 จุดในเดือนกันยายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 53.0 จุด

ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์ถูกกดดันต่อเนื่อง ภายหลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าในภาคสินค้าและบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้น 4.9% สู่ระดับ 6.15 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.99 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยการนำเข้าปรับตัวขึ้น 2.7% สู่ระดับ 3.227 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกปรับตัวขึ้น 2.2% สู่ระดับ 2.611 แสนล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดีดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนในเวลาต่อมาจากถ้อยแถลงสนับสนุนการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของนายนีล แคชแครี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินนีแอโพลิส เพื่อสกัดและควบคุมเงินเฟ้อให้ปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่มีการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้มีแนวโน้มปรับตัวลงแต่ก็ยังเร็วเกินไปที่เฟดจะประกาศชัยชนะในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ

สำหรับในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุน หลังนายพาวเวลล์ ประธานเฟดได้กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า “เจ้าหน้าที่เฟดยังไม่มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมากพอที่จะควบคุมเงินเฟ้อได้หรือไม่ และแม้ว่าเฟดไม่ต้องการให้นโยบายการเงินมีความเข้มงวดมากเกินไป แต่เราตระหนักว่าความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดคือความล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อ โดยขณะนี้เฟดกำลังประเมินว่าเราควรจะดำเนินการมากขึ้นอีกหรือไม่ และจากนั้นเราจะประเมินว่าควรตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานเท่าใด”

นักลงทุนคาดเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ด้วยโอกาสที่ร้อยละ 90.7 ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้แม้ได้รับรู้ถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์ แต่นักลงทุนมองว่า การเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าอาจจะถูกเลื่อนออกไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ประจำเดือนตุลาคมออกมาที่ระดับ 107.72 จุด ลดลง 0.31% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไป 10 เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ระดับ 104.46 จุด เพิ่มขึ้น 0.66% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน 10 เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.41%

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 จะอยู่ในช่วง 1.0-1.7% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 1.35% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยอยู่ภายใต้สมมุติฐานสำคัญว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปีนี้จะขยายตัว 2.5-3.0%

นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานทบทวนภาวะเศรษฐกิจของไทยประจำปี 2566 (IMF Article IV Consultation) โดยคงการคาดการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ที่ 2.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 2.6% และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับปี 2567 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.6% เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม ที่ 3.2% โดยระบุว่า ถึงแม้เศรษฐกิจไทยอาจมีการหดตัวด้านการลงทุนและการส่งออกสินค้าจากผลพวงของอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัวลง แต่ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลแถลงความชัดเจนแจกเงิน 10,000 บาท

และในช่วงก่อนปิดตลาดของสัปดาห์ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า หลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีแถลงความชัดเจนในโครงการเงินดิทัลวอลเล็ตว่า ได้ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการปรับเงื่อนไข โดยจะเป็นการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท

แบ่งเป็นดิจิทัลวอลเล็ต 5 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชาชนราว 50 ล้านคน และอีก 1 แสนล้านบาทในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมกับจะมีการออกโครงการ e-Refund เพื่อลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้า มูลค่าไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อให้คนที่ไม่ได้สิทธิในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตสามารถเข้าร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการนี้ได้

นายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายนี้จะส่งผลดีต่อประเทศ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เติมเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่ายเพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.38-35.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/11) ที่ระดับ 35.86/88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (6/11) ที่ระดับ 1.0727/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/11) ที่ระดับ 1.0644/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรถูกกดดันจากตัวเลขการส่งออกของเยอรมนีลดลงเกินคาดในเดือนกันยายน เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอลงได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออก

ทั้งนี้ การส่งออกของเยอรมนีลดลง 2.4% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งลดลงมากกว่าการคาดการณ์ในโพลสำรวจของ LSEG ที่การลดลง 1.1% นอกจากนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการของประเทศไทยในสหภาพยุโรปยังอยู่ต่ำกว่าระดับขยายตัว โดยตัวเลขของเยอรมนีอยู่ที่ 48.2 จุด ในเดือนตุลาคม ขณะที่ตัวเลขของฝรั่งเศสนั้นอยู่ที่ 45.2 จุด ในเดือนตุลาคม

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก Sentix ออกมาที่ระดับ -18.5 จุด นอกจากนี้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายนของเยอรมนีหดตัว 1.4% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการหดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ว่าจะหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 0.1% ซึ่งถูกกดดันจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่ปรับตัวลงและส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0658-1.0756 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/11) ที่ระดับ 1.0672/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (6/11) ที่ระดับ 149.54/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/11) ที่ระดับ 150.28/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-22 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ BOJ มีความเห็นตรงกันว่า BOJ จะเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนการเงินเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของค่าจ้าง

พร้อมมองว่าการยกเลิกใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบและยกเลิกการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (YCC) ควรจะเกิดขึ้นเมื่อ BOJ สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

อย่างไรก็ดี ในการประชุมครั้งถัดมาซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมนั้น คณะกรรมการ BOJ ประกาศปรับนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) โดยกำหนดเพดานกรอบบนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ระดับ 1.0% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในปีงบประมาณ 2566 ขึ้นสู่ระดับ 2.8% จากเดิมที่ระดับ 2.5%

นอกจากนี้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการบริการในเดือนตุลาคมของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51.6 จุด จากระดับ 53.8 จุด ในเดือนกันยายน จากอุปสงส์ในประเทศที่อ่อนแอ นอกจากนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยดุลบัญชีเดินสะพัดประจำเดือนกันยายน จากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยดุลบัญชีเดินสะพัดประจำเดือนกันยายนเกินดุลเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันที่ 2,736 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นจาก 2,279.7 ในเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรรมการบางส่วนออกความเห็นว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องเริ่มทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการยกเลิกอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.42-151.38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/11) ที่ระดับ 151.26/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ