Skip to content

“พิมพ์ภัทรา” เจรจาอะไรบ้างในการโรดโชว์ญี่ปุ่นครั้งล่าสุด

12 ก.พ. 2567 | 12:13น.
“พิมพ์ภัทรา” เจรจาอะไรบ้างในการโรดโชว์ญี่ปุ่นครั้งล่าสุด

“พิมพ์ภัทรา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลการโรดโชว์ญี่ปุ่น เอกชนรายใหญ่ผู้นำด้านเทคโนโลยี จ่อขยายการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท มุ่งสู่ “การให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียว”

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นเพื่อโรดโชว์ ชักจูงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ภายใต้การเดินทางครั้งนี้ ได้พบกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศญี่ปุ่น 3 บริษัท ซึ่งได้มีการเจรจาในเรื่องโอกาสของการขยายการลงทุน มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มมูลค่าการส่งออก เพิ่มการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงานพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งทำให้เกิดความเชื่อมโยง Supply Chain ในประเทศ

นอกเหนือจากการเจรจาแล้ว ยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับบริษัท ไอเอชไอ คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ไอเอชไอ เอเชีย แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียว (Green Utility) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

เช่น ศึกษาระบบการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานทดแทนในนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับ “การให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียว” ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสีเขียว

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า MOU ครั้งนี้ ระหว่างไทยและญี่ปุ่น จะเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับให้บริการสาธารณูปโภคสีเขียวในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยความร่วมมือแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 : ศึกษาความเป็นไปได้ (1 ปี)
  • ระยะที่ 2 : ตั้งโรงงานต้นแบบ
  • ระยะที่ 3 : ร่วมธุรกิจเชิงพาณิชย์ (หากผลการศึกษาเป็นไปได้)

นอกจากนี้ ยังได้ประชุมเจรจาความร่วมมือร่วมกับนายไซโต เค็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) และคณะ เพื่อหารือร่วมกันถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานสีเขียว เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน

ด้วยประเทศญี่ปุ่นยังมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอนาคต (Next Generation Automobiles) และเสริมสร้างระบบการผลิตยานยนต์ ซึ่งถือเป็นแนวนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกันของทั้ง 2 ประเทศ

การประชุมร่วมกันครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างรอบด้านกับญี่ปุ่น และหารือแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ในมิติเศรษฐกิจ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคี อนุภูมิภาคและภูมิภาค สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย

ปัจจุบันนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นอันดับ 1 ของการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีจำนวน 1,973 ราย คิดเป็น 29% มูลค่าการลงทุนรวมตั้งแต่มีการจัดตั้งนิคม มูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท จากการลงทุนรวมทั้งหมด 13.20 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ ม.ค. 2567)

โดยแบ่งเป็นการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมใน EEC จำนวน 1,451 ราย มูลค่าการลงทุน 2.07 ล้านล้านบาท และนิคมที่อยู่นอก EEC จำนวน 522 ราย มูลค่าการลงทุน 0.77 ล้านล้านบาท เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และการขนส่ง อุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมยาง