เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
Finance ธนาคารโลก หนุนไทยให้ทุน 2.4 ล้านดอลลาร์ ดันเมืองคาร์บอนต่ำ
ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
ข่าวในพระราชสำนัก ประกาศสำนักพระราชวัง พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น
Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
Tech Anthropic ชี้ เอฟวัน AI เร็วแรงแค่ไหนก็ต้องมีเบรก! พร้อมหนุนรัฐออกกฎควบคุม
เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
Finance เอกนิติ สรุป Bangkok Dialogue Notes ขมวดทุกเวที ชี้ความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญ
EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
Finance EBRD ชี้หนุนยูเครนไม่ใช่ ‘ต้นทุน’ แต่คือการลงทุนกับ ‘อนาคตของยุโรป’
ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
Finance ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
Biz Movement บอยท่าพระจันทร์โพสต์ นักรบย่อมมีบาดแผล บทเรียนจากการขาดทุนหุ้นเฉียดพันล้าน
โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
Biz Movement โซเซียลเดือด บ.สมุนไพรดังแอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ‘NENE ROYAL’
รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
News รฟม.กางแผนลงทุนรถไฟฟ้าภูมิภาค เปิดโผ“จังหวัดไหน”มีโอกาสแจ้งเกิดมากที่สุด
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
เศรษฐกิจภูมิภาค กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ จัดใหญ่ “Freedom 250 American Fair”ฉลอง 250 ปี สหรัฐอเมริกา
ดูทั้งหมด

ธปท.ยอมรับลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเพิ่มสูงสุดใน 6 ประเทศ

19 ก.พ. 2567 | 18:10น.
ธปท.

ธปท.เผยลูกหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือขยับเพิ่มขึ้นแซงหน้า 6 ประเทศ สะท้อนกลุ่มเปราะบางยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ-ธนาคารเร่งช่วยเหลือ ระบุยอดภาระหนี้ 3.52 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 6.37 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 11% ของพอร์ตสินเชื่อรวม เทียบอินโดนีเซีย-มาเลเซีย 1-5% ด้านหนี้เสียไตรมาส 4/66 ปรับลดลงเหลือ 2.66% หรือ 4.92 แสนล้านบาท หลังธนาคารเร่งบริหารจัดการ-ชำระคืนหนี้ ฟากผลประกอบการปี’66 รายได้ดอกเบี้ยหนุนกำไรสุทธิพุ่ง 2.51 แสนล้านบาท

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในส่วนของภาคครัวเรือนไตรมาส 4 นั้น คาดว่าจะขยับอยู่ที่ประมาณ 91% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 อยู่ที่ 90.9% ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คาดว่าน่าจะมีการขยับเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มเปราะบางรายได้ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ หรือรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท

โดย ธปท.ได้พยายามมีมาตรการให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือ จึงทำให้เอ็นพีแอลจะไม่เกิดเป็นหน้าผาหรือตกหน้าผา และหากดูธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ก็มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ลูกหนี้เกษตรกร หรือกลุ่มรหัส 21 (กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19) และจะมีการปรับมาตรการให้เข้มข้นขึ้น

“จะเห็นว่าในช่วงวิกฤตปี 2540 หนี้เอ็นพีแอลสูงถึง 47% แต่หลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 ไทยมีประสบการณ์จากช่วงปี 2540 ทำให้มีการผลักดันมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงการปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทำให้สามารถดูแลบริหารจัดการให้อยู่ในระดับ 2% แต่ไม่เกิน 3% ดังนั้น รวมหนี้เอ็นพีแอลของ SFIs น่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3% ต้น ๆ”

ขณะเดียวกัน หากดูลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ จะพบว่ายังเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยยอดภาระหนี้ธนาคารพาณิชย์ น็อนแบงก์ และ SFIs อยู่ที่จำนวน 3.52 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 6.37 ล้านบัญชี สะท้อนว่าลูกค้ายังคงต้องการความช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่ยังคงให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่าสัดส่วนการช่วยเหลือลูกหนี้ของไทยสูงกว่าประเทศอื่น โดยสัดส่วนอยู่ที่ราว 11% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด ทั้งนี้ หากเทียบกับ 6 ประเทศที่มีการสำรวจ จะเห็นว่าออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ที่ 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม อินโดนีเซีย-จีน-มาเลเซียอยู่ที่ 1-5% หรืออินโดนีเซียอยู่ที่ 4%

อย่างไรก็ดี การช่วยเหลือลูกหนี้จะเห็นว่าประมาณ 80-90% จะเป็นการช่วยเหลือก่อนจะเป็นหนี้เสีย เนื่องจากต้นทุนที่เกิดจากหนี้เสียจะสูง ทำให้ธนาคารเร่งช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่ามีลูกค้าที่ปรับหลายรอบและไม่สามารถผ่อนไหว จึงเป็นวงจรปกติที่เข้าสู่กระบวนการ ยึดบ้านและรถ แต่ปรับลดลง

“จากการสำรวจของ Report Agency ไทยเราอยู่บรรทัดบนสุดเมื่อเทียบกับ 6 ประเทศในการช่วยเหลือลูกหนี้ ส่วนจะสะท้อนว่าเรามีลูกหนี้เปราะบางหรือไม่นั้น จะเห็นว่าหนี้ส่วนใหญ่ของเราจะเป็นการก่อหนี้ครัวเรือน ประกอบกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังไม่กลับมา เราจึงยังเข้มข้นในการช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขการไหลจาก SM เป็น NPL ปรับลดลง แม้ว่าจะมีคนค้างใน SM มากขึ้น เนื่องจากมีคนค้างค่างวดแต่ไม่เกิน 3 เดือน เพื่อเป็นการคงสถานะ และมองไปข้างหน้าหากเราเข้มข้นในการแก้หนี้ ก็จะทำให้ตัวเลขการไหลจะน้อยลง”

หนี้เสียขยับลงเหลือ 2.66% เหตุชำระหนี้คืน-แบงก์เร่งปรับโครงสร้าง

นางสาวอัจจนา ล่ำซำ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมของคุณภาพสินเชื่อ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาสที่ 4/2566 ปรับลดลงจากไตรมาส 3/2566 โดยอยู่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท หรืออยู่ที่ 4.92 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.66% ลดลงจาก 2.70% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีการบริหารจัดการหนี้ต่อเนื่อง และลดลงจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก รวมถึงการกลับมาชำระคืนหนี้

ทั้งนี้ หากดูไส้ในรายสินเชื่อ จะพบว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ปรับดีขึ้นจาก 2.67% มาอยู่ที่ 2.57% โดยลูกหนี้บางรายมีการชำระคืนหนี้ และมีการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ปรับดีขึ้นจากการชำระคืนหนี้ แต่ตัวเลขขยับเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากฐานสินเชื่อที่ลดลง

ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการด้อยคุณภาพลงทุกประเภทสินเชื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและรายได้น้อย ทำให้เอ็นพีแอลทยอยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.88% จาก 2.79% หากดูไส้ในเอ็นพีแอลสินเชื่อบ้านอยู่ที่ 3.33% จาก 3.24% สินเชื่อส่วนบุคคล 2.48% จาก 2.38% สินเชื่อรถยนต์ 2.13% จาก 2.10% และสินเชื่อบัตรเครดิต 3.57% จาก 3.34%

และหากดูสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2) หรือ SM พบว่า ปริมาณปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า โดยอยู่ที่ 5.86% จาก 5.84% โดยมาจากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยสินเชื่อธุรกิจวงเงินต่ำกว่า 500 ล้านบาท (เอสเอ็มอี) ขยับเป็น 11.0% จาก 10.65% และวงเงินมากกว่า 500 ล้านบาท (รายใหญ่) อยู่ที่ 3.49% จาก 3.61%

ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.86% จาก 6.66% ซึ่งมาจากสินเชื่อบ้านมาอยู่ที่ 4.96% จาก 4.45% และสินเชื่อส่วนบุคคล 4.66% จาก 4.45% แต่แนวโน้มสินเชื่อรถยนต์เริ่มลดลง 14.29% จาก 14.55%

“สินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปรับเพิ่มนั้นหลัก ๆ เป็นผลจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพและมีลูกหนี้บางส่วนรับความช่วยเหลือแล้ว แต่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ ส่วนสินเชื่อธุรกิจนั้นปรับลดลง ยกเว้นภาคก่อสร้าง และ Stage 2 สินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากพาณิชย์และก่อสร้าง โดยเราบางธนาคารเริ่มมีการจัดชั้นความเสี่ยงหรือจัดชั้นคุณภาพมากขึ้น”

สำหรับภาพรวมสินเชื่อของระบบหดตัวเล็กน้อย -0.3% จาก -0.9% แต่มีการเติบโตสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่ออุปโภคบริโภค ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีหดตัว -5.1% จาก -5.5% ส่วนรายใหญ่ อยู่ที่ -0.01-0.3% สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัว 2.3% อย่างไรก็ดี หากรวมสินเชื่อของบริษัทลูกและบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงิน จะพบว่า สินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์หดตัว แต่เมื่อรวมบริษัทในกลุ่มสามารถขยายตัว 0.5%

อานิสงส์รายได้ดอกเบี้ยปี’66 แบงก์โกยกำไร 2.51 แสนล้าน

ด้านผลประกอบการปี 2566 ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2.51 แสนล้านบาท จาก 2.38 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งของการปรับเพิ่มขึ้นมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น แม้ว่าต้นทุนทางการเงินจะปรับเพิ่มหรือค่าใช้จ่ายสำรองและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น แต่หากเทียบไตรมาส 3/2566

พบว่า ผลประกอบการปรับลดลง หลัก ๆ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ขาดทุนจากการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย ค่าใช้จ่ายสำรองที่ยังมากขึ้น โดยธนาคารพาณิชย์กันสำรองสูงต่อเนื่องแม้จะลดลงจากช่วงโควิด เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจซึ่งทำให้อัตราส่วนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM), ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ไตรมาส 4/2566 ปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2566