เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
“ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
Real Estate “ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
ดูทั้งหมด

“เซตซีโร่” ผลตอบแทนด่วนขั้นที่ 2 บีบ “กทพ.” เจรจา วิน-วิน “BEM”

01 พ.ค. 2561 | 19:07น.

ยังฝุ่นตลบแนวทางการพิจารณาสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช) ภายหลังจากสัญญาร่วมทุนกับ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บริษัทในเครือ บมจ.ช.การช่าง จะสิ้นสุดวันที่ 29 ก.พ. 2563

หลัง “กทพ.-การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ได้ทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท จ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำแนวทาง

โดยเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียใน 3 กรณี 1.กทพ.ดำเนินการเอง 2.ให้ BEM ร่วมลงทุน 3.ให้เอกชนรายใหม่ร่วมลงทุน เพื่อประเมินแนวทางที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดจะได้รับตลอดอายุสัญญา 30 ปี ด้วยสัญญากลายเป็นเผือกร้อน ทำให้ถึงขณะนี้ที่ปรึกษายังไม่เคาะแนวทางออกมา

แต่ในสัญญาสัมปทานข้อ 21 ระบุการต่อสัญญากับบีอีเอ็ม อาจจะต่อได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี ตามที่เงื่อนไขของ กทพ.กับบีอีเอ็มจะตกลงกัน โดยพิจารณาประกอบกับความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องของสิทธิตามสัญญา อัตราค่าตอบแทนของ กทพ.และบีอีเอ็ม ผลประโยชน์ต่อสาธารณชน ผู้ถือหุ้นของบีอีเอ็ม และผู้ให้กู้ ก่อนสิ้นสุดของระยะเวลาสัญญา

ทั้ง กทพ.และบีอีเอ็มจะต้องเจรจากันโดยสุจริต เพื่อพยายามต่อระยะเวลาของสัญญาออกไปตามเงื่อนไขที่สองฝ่ายสามารถรับได้

จึงเป็นข้อผูกมัดให้ “กทพ.” ต้องเปิดโต๊ะเจรจาบีอีเอ็มอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนจะต่อหรือไม่ต่ออยู่ที่ผลเจรจา หรือต้องแลกเปลี่ยนด้วยเงื่อนไขอะไรบ้างเช่น การปรับขึ้นค่าผ่านทางรอบใหม่ในวันที่ 1 ก.ย.นี้

ย้อนดูรายละเอียดของสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 รวมส่วนดีเริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2531 ระหว่าง กทพ.กับ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) หรือ BEM ในปัจจุบัน มีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 29 ก.พ. 2563

ขณะนั้นใช้เงินลงทุน 56,816 ล้านบาท แยกเป็นค่าเวนคืนที่ดิน 16,816 ล้านบาท รับผิดชอบโดย กทพ.และค่าก่อสร้างที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน 40,000 ล้านบาท ในปีแรกเปิดบริการมีปริมาณการจราจรอยู่ที่ 100,000 เที่ยวคัน/วัน ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 700,000 เที่ยวคัน/วัน โดยกทพ.ได้ส่วนแบ่งรายได้ 60% บีอีเอ็ม 40%

รายงานข่าวแจ้งว่า การศึกษาจะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ด้านวิศวกรรม ซึ่งโครงสร้างอยู่ได้ 75 ปี ยังเหลือ 45 ปี ต้องมีการหักค่าเสื่อม รวมถึงการเงิน เศรษฐกิจ กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงและแนวทางการบริหารความเสี่ยงทั้ง 3 กรณี

1.หาก กทพ.ดำเนินการเอง ต้องยอมรับความเสี่ยงรายได้จากปริมาณผู้ใช้ทางในอนาคต และค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เช่น เงินเดือน โบนัสพนักงาน ค่าบำรุงรักษา เพราะโครงสร้างมีอายุ 30 ปีแล้ว แต่มีข้อดีคือ กทพ.เก็บรายได้เอง 100%

2.เจรจา BEM ดำเนินการต่อ ทำให้ระบบเก็บค่าผ่านทางต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษาและหาพนักงานใหม่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจาที่ต้องพิจารณากันใหม่จะเป็นร่วมทุนหรือจ้างดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนที่รัฐและเอกชนจะได้ การลงทุนพัฒนาการบริการในอนาคต ส่วนข้อเสียมีความเสี่ยงเกิดข้อพิพาทค่าผ่านทางเหมือนที่ผ่านมา

และ 3.เปิดประมูลหารายใหม่ ต้องเซตทุกอย่างใหม่ทั้งหมด เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมทดสอบความสนใจของนักลงทุนไปแล้วตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2556

เนื่องจากมูลค่าโครงการเกิน 5,000 ล้านบาท ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ มาตรา 47 เพื่อแก้ไขสัญญา และหากเจรจาแล้วไม่ได้ข้อยุติจะต้องดำเนินการตามมาตรา 48 เสนอเป็นโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการใหม่ต่อไป

“กทพ.จะนำผลศึกษานี้เป็นแนวทางเจรจากับบีอีเอ็ม การเจรจาต้องดูรายละเอียดรายได้ เพราะเดิมนำรายได้ทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 มารวมกัน และแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้ให้ กทพ.กับเอกชน เพราะทางด่วนขั้นที่ 1 วันเปิดรถไม่มาก ต้องมาดูใหม่แยกเป็นรายโครงการ เช่น ทางด่วนขั้นที่ 1 กทพ.ลงทุนเองรายได้ทั้งหมดเป็นของ กทพ.
ส่วนทางด่วนขั้นที่ 2 แบ่งตามสัดส่วน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วถึงเสนอให้กระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ”

น่าจับตาไม่แพ้กัน “การปรับค่าผ่านทาง” ตามสัญญาทุก 5 ปี ตามดัชนีผู้บริโภค (CPI) รอบสุดท้ายวันที่ 1 ก.ย. 2561 ล่าสุด “กทพ.” กำลังรอหนังสือจากอัยการสูงสุดยืนยันเรื่องอัตราค่าผ่านทางที่คำนวณใหม่ จะต้องปัดเศษขึ้นหรือลง จากเดิมอัยการสูงสุดให้ปัดเศษลง

เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทเหมือนที่ผ่านมาจนมีค่าส่วนต่างคิดเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาท โดยตามแนวทางเดิมหากไม่ถึง 5 บาท กทพ.จะปัดเศษลง แต่ขณะที่บีอีเอ็มเห็นต่างควรจะต้องปัดเศษขึ้น

“หากอัยการยืนตามที่ กทพ.เคยปฏิบัติมา ก็ไม่ต้องชดเชยให้เอกชน หากบอกว่าควรปัดเศษขึ้น เท่ากับ กทพ.ต้องเสียค่าโง่ 2 หมื่นล้านบาท ที่เป็นส่วนต่างการปรับค่าผ่านที่ผ่านมาให้เอกชน”

เป็นเผือกร้อนในมือรัฐบาล คสช.ที่น่าจับไม่น้อย ถึงที่สุดแล้ว “สัมปทานทางด่วน” และ “การปรับค่าผ่านทาง” จะจบแบบแฮปปี้หรือกลายเป็นดราม่า และมาทันเวลาสิ้นสุดสัญญาหรือไม่

หากไม่ทันเดดไลน์ ก็เป็นไปได้สูง ต้องจ้าง “บีอีเอ็ม” เก็บค่าผ่านทางต่อไปจนกว่าจะได้ข้อยุติ

วิน-วินทั้งขึ้นทั้งล่อง