Skip to content

ปี’66 บริษัทในตลาดหุ้นไทย กำไร 9.6 แสนล้าน หดตัว 10.7%

08 มี.ค. 2567 | 17:40น.
ปี’66 บริษัทในตลาดหุ้นไทย กำไร 9.6 แสนล้าน หดตัว 10.7%

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยปี 2566 บริษัทในตลาดหุ้นไทยมีกำไรสุทธิ 9.6 แสนล้านบาท หดตัว 10.7% ผลกระทบจากการลดลงของราคาสินค้า “น้ำมัน-เกษตร-อาหาร” แบกค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น เอฟเฟ็กต์ดอกเบี้ยคงอยู่ในระดับสูง สวนทางธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นชัดเจน

วันที่ 8 มีนาคม 2567 นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) จำนวน 817 บริษัท คิดเป็น 99.51% จากทั้งหมด 821 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2566 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานปี 2566 พบว่ามี บจ.รายงานกำไรสุทธิ 626 บริษัท คิดเป็น 76.62% ของ บจ.ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2566 เทียบกับปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 17,231,564 ล้านบาท ลดลง 2.6% ต้นทุนการผลิตปรับลดลง 2.2% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น 3.9% ซึ่งส่งผลให้ บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 1,649,990 ล้านบาท ลดลง 12.4% และกำไรสุทธิ 961,042 ล้านบาท ลดลง 10.7%

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์
นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์

สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 บจ.ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ระดับ 1.51 เท่า ลดลงจาก 1.54 เท่าของปี 2565

“ภาพรวมผลประกอบการที่อ่อนตัวลงทั้งยอดขายและกำไรจากการดำเนินงาน เป็นผลกระทบจากการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลากหลายชนิด ทั้งในกลุ่มน้ำมัน สินค้าเกษตร และอาหาร อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างชัดเจน และเติบโตต่อเนื่องจากนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ เช่น ธุรกิจการบิน โรงแรม พื้นที่เช่า ค้าปลีก และโทรคมนาคม” นายแมนพงศ์กล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) งวดปี 2566 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 200,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% ต้นทุนการผลิต 147,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 40,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 12,186 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,901 ล้านบาท ลดลง 10.2% และ 35.1% ตามลำดับ

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 207 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 215 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบฯไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยปี 2566 มี บจ.ที่รายงานกำไรสุทธิจำนวน 148 บริษัท คิดเป็น 72% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานประจำปี 2566 ของ บจ. mai เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม 200,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% ต้นทุนขาย 147,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 24.9% มาอยู่ที่ 26.1% อย่างไรก็ดี การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น 13.4% ส่งผลให้ บจ.มีกำไรจากการดำเนินงาน 12,186 ล้านบาท ลดลง 10.2% และมีกำไรสุทธิรวม 5,901 ล้านบาท ลดลง 35.1%

นายประพันธ์ เจริญประวัติ
นายประพันธ์ เจริญประวัติ

“ปี 2566 บจ. กว่ากึ่งหนึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบายการเปิดประเทศ แต่จากการปรับขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตราการทำกำไรของ บจ.ลดลง ทั้งนี้ มี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโตทั้งยอดขาย กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจการเงิน” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 339,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.11% จากสิ้นปี 2565 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 2565 ที่เท่ากับ 0.81 เท่า

ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 215 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มีนาคม 2567) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 409.80 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) อยู่ที่ 414,235.76 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2,017 ล้านบาทต่อวัน