“ประยุทธ์” เตรียมยกเลิกเอกสารราชการ-ประเมินการให้บริการหน่วยงาน 5 มิ.ย.
‘วิษณุ’ เผยนายกฯเตรียมเปิดโครงการยกเลิกเอกสารราชการ-ประเมินความพอใจการให้บริการของหน่วยงาน 5 มิ.ย. นี้ แนะส่วนราชการใช้หลักสังควัตถุ 4 อำนวยความสะดวกปชช. ห่วงกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำงานล่าช้า บอกออก ม.44 แก้ปัญหาจดสิทธิบัตรยาไม่ได้ ทำงานค้างเป็นดินพอกหางหมู
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงการดำเนินการ โครงการพัฒนาระบบการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานรัฐ (Citizen Feedback) และยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ (Zero Copy) โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่รัฐบาลอยากเห็นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารราชการเริ่มจะสัมฤทธิ์ผล ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้นโยบายในการพัฒนาประเทศโดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน นำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความมั่นคง และการเมืองการปกครอง จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนชื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ดำเนินงานแบบใหม่และทยอยออกกฎระเบียบต่างๆมาใช้ จนมาไปสู่การประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 และรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ การนำแอปพลิเคชั่น เว็บไซด์ต่างๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางบริหาร ให้หน่วยงานราชการทำงานเชื่อมโยงกันเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน มีการปฏิรูประบบราชการ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นได้
นายวิษณุกล่าวว่า หลายเรื่องได้นำดิจิทัลมาใช้ในการทำงานแล้ว แต่ก็มีเรื่องที่ต้องปรับระบบทำงานอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ นายกฯจะเป็นประธานเปิดตัวโครงการพัฒนาระบบการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ และการยกเลิกใช้สำเนาเอกสารราชการ ซึ่งจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบว่า มีหน่วยงานใดที่ไม่ต้องเรียกเก็บสำเนาเอกสารจากประชาชนในการติดต่อราชการ รวมถึงจะมีการประเมินการบริการของหน่วยงานรัฐโดยเริ่มดำเนินการจากส่วนกลางและขยายไปต่างจังหวัด ดังนั้นหน่วยงานต้องใช้หลักสังคหวัตถุ 4 คือ “ทาน” การให้บริการที่ดี “ปิยวาจา” มีอัธยาศัยไมตรีดีใช้วาจาสุภาพ “อัตถจริยา” ปฎิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และ “สมานัตตา” คือมีความเป็นกันเอง ซึ่งการปฎิบัติตามหลักดังกล่าวจะนำไปสู่การให้คุณให้โทษต่อไป รัฐบาลจึงต้องการให้ส่วนราชการเข้าใจกระบวนการทำงาน ความต้องการของรัฐบาล และเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนา ความพอใจและประโยชน์สุขของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีภาระหนักมากขึ้น แต่ขอให้ระลึกด้วยว่าเมื่อต้องไปติดต่อกับหน่วยงานอื่นบ้าง ข้าราชการก็คือราษฎรคนหนึ่ง ขอให้คิดถึงใจเขาใจเรา เพราะคนที่เขามารับบริการอยากได้รับบริการที่สะดวก เมื่อคิดได้ดังนี้ระบบราชการจะเป็นระบบที่สมบูรณ์และไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็จะบริหารไปด้วยความสุข
ผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางการปฏิรูประบบราชการหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องปฏิรูปใหญ่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญบังคับไว้ต้องทำไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะอยู่หรือไม่ อยู่ก็ต้องทำเรื่องการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ และความสามัคคีปรองดอง และการปฏิรูปจะอยู่นิ่งไม่ได้ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ซึ่งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงอยากเห็นส่วนราชการติดต่อถึงกันได้ และวันนี้เป็นโอกาสที่จะสามารถทำได้ เพราะมีเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยขึ้น แต่ที่สำคัญ คือ ทัศนคติที่อาจเปลี่ยนได้ลำบาก จึงขอให้พร้อมใจร่วมมือกัน
นายวิษณุกล่าวว่า การวิจารณ์ถึงความล่าช้าในหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมทรัพย์สินทางปัญญา เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ และงบประมาณที่น้อยแต่ภาระมาก เหมือนเช่นที่เคยเกิดกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีคดีค้างกว่าหมื่นเรื่อง ซึ่งจะต้องใช้เวลาสะสางคดีเก่าถึง 10 ปี ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่มีคดีใหม่เข้ามาเพิ่ม และในที่ประชุมไทยแลนด์ 4.0 เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา อย.ได้รายงานการทำงานพบว่าดีขึ้น เพราะคำสั่ง คสช.ที่ออกไปสามารถแก้ปัญหาไปได้หลายเรื่อง เมื่อเทียบกับก่อนที่จะมีคำสั่ง คสช.ออกมา เช่น การจ้างบุคคลภายนอกมาตรวจมาตรวจได้และเพิ่มเงินให้เต็มที่ โดยอาจเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม หากต้องการผลการตรวจที่รวดเร็ว ซึ่งเงินที่เก็บได้ก็นำเข้าหลวง แต่หน่วยงานที่ตนยังมีความหนักใจ คือ กรมทรัพย์สินทางปัญหา ที่ยังมีเรื่องค้างนับหมื่นเรื่อง ซึ่งมีเรื่องเก่าที่ยื่นเรื่องไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่ออกใบรับรอง จึงมีความคิดที่จะให้คสช.ออกคำสั่งตามาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหา คือใครที่ได้สิทธิบัตรจากต่างประเทศแล้วให้ถือว่าได้สิทธิบัตรในไทยโดยอัตโนมัติ และหากไปตรวจพบปัญหาภายหลังสามารถถอดการอนุญาตได้ โดยวิธีนี้จะทำให้เรื่องที่ยื่นค้างอยู่หมื่นรายจะได้สิทธิบัตรไปได้ถึง 5 พันเรื่อง แต่ยังมีการต่อต้านไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเรื่องยา เพราะเห็นว่าหากคุ้มครองจะทำให้ได้รับการคุ้มครองไปปริยายเนื่องจากเป็นสิทธิบัตรเมืองนอก แต่ก็อาจจะทำให้ยามีราคาแพงขึ้นทำให้วันนี้ยังไม่ได้ออกคำสั่งอะไรไป ทำให้ปัญหาดังกล่าวยังเป็นดินพอกหางหมู
ที่มา : มติชนออนไลน์