สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรพย์ (ก.ล.ต. )เปิดเผยถึงกรณี นายชยันต์ อัคราทิตย์และนางสาวชญานีโปขันเงิน ผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย เวลา์ ซึ่งได้ถูก ก.ล.ต. สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เนื่องจากกตรวจสอบพบความผิดผู้บริหารดังกล่าว ปกปิดหรือบิดเบือนให้ข้อมูลที่เป็นความจริงเพื่อช่วยเหลือมิให้มีการดำเนินคดีกรณีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ของ บล.บีฟิท (BSEC) เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตาม พรบ. หลักทรัพย์อย่างเคร่งครัด และได้พิจารณาจากเอกสารหลักฐานอย่างรัดกุมและเป็นกลาง โดยกระบวนการพิจารณาลงโทษอยู่ในรูปแบบองค์คณะ ดังนั้น จึง มิได้ขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
อย่างไรก็ดี บุคคลทั้ง 2 ได้เคยอุทธรณ์คำสั่งแล้ว และ ก.ล.ต. ได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน ชี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นบุคคลภายนอกที่เป็นกลาง และคณะกรรมการ (บอร์ด) ก.ล.ต. ได้พิจารณาการอุทธรณ์ และเห็นว่า ก.ล.ต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนโดยชอบด้วยกม.แล้ว
สำหรับคดีฟ้องร้องกลับของผุ้บริหารข้างต้นนั้น คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของศาล
ทั้งนี้ ในวันที่ 4 พ.ค. 2561 ทนายชยันต์ อัคราทิตย์และนางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหาร บล.เอเซีย เวลท์ ได้เปิดแถลงข่าว เรื่องการดำเนินการฟ้องกลับ นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.โดยอ้างมาตรา 157 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ในกรณีเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง