ตลาดเงินตลาดทุนตอบรับเชิงบวก หลัง “พิชัย” ถก “ผู้ว่าการ ธปท.” ประเมินบรรยากาศทำงานร่วมกันดีขึ้น “ดร.อมรเทพ” ชี้ช่วยลดภาพการแทรกแซงลง แต่แรงกดดันยังอยู่ ปมคลังต้องการเห็นการผ่อนเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อ ขณะที่นักวิเคราะห์ “บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” ตอบรับปัจจัยบวกมากกว่าลบ เป็นวาระสร้างสรรค์ ช่วยบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง รมว.คลังคนเดิมกับผู้ว่าการแบงก์ชาติลงไป
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ภาพที่ออกมา น่าจะทำให้บรรยากาศการทำงานร่วมกันดูดีขึ้น เพราะไม่ได้มีภาพของการกดดัน หรือกระทุ้งให้ลดดอกเบี้ย ทำให้บรรยากาศเรื่องการแทรกแซงลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติจับตา
อย่างไรก็ดี ในแง่แรงกดดันก็คงไม่ได้หายไป เพราะยังต้องมีการพูดคุยกันถึงความเหมาะสมของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ว่าจะต้องปรับหรือไม่ จากระดับปัจจุบัน กำหนดไว้ที่ 1-3% รวมถึงประเด็นที่ทางกระทรวงการคลังต้องการเห็นการขยายตัวของสินเชื่อ เนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันโตต่ำ และฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง ยังกระจุกตัวเฉพาะภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่กลุ่มเปราะบางและเอสเอ็มอียังมีปัญหา
“ไม่ได้มีภาพที่ขัดแย้ง เพราะ รมว.คลังคนใหม่ คงมีการประสานงาน ทำงานร่วมกันมากขึ้น ดังนั้นแรงกดดันคงเบาลง แต่ไม่ได้หมดไป”
ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งถัดไป จะมีในวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งเชื่อว่า กนง.น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไป จาก 2 ปัจจัย ก็คือ 1.ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่คาดว่าจะไปลดในช่วงไตรมาส 3 หรือปลายปีนี้ ดังนั้น หาก กนง.ลดดอกเบี้ยก่อน ก็จะมีผลกระทบในแง่เงินทุนเคลื่อนย้าย ทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้
ปัจจัย 2.ที่ผ่านมา แบงก์มีการลดดอกเบี้ย MRR ช่วยกลุ่มเปราะบางไป ทำให้แรงกดดันที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยลดลงไป
“ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวคงไม่พอ กระทรวงการคลังก็คงต้องการเห็นการผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ส่วนแบงก์ชาติก็คงมุ่งเรื่องเสถียรภาพ ซึ่งตรงนี้ก็คงมีการกระทุ้งกันต่อ ก็ต้องจูนกันในเรื่องนี้” ดร.อมรเทพกล่าว
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้ความเห็นว่า การหารือระหว่าง รมว.คลัง กับผู้ว่าการแบงก์ชาติ กระแสที่ออกมาถือว่าช่วยบรรเทาความขัดแย้งของทางรัฐบาล หรือ รมว.คลังคนเดิม กับผู้ว่าการแบงก์ชาติลงไปได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่ลงรอยกัน ด้วยปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยเป็นสำคัญ แต่ตอนนี้เริ่มมีการพูดคุยกันได้ ว่าแนวทางของแต่ละหน่วยงานมีเหตุผลที่แตกต่างกันไปตามจุดยืน ดังนั้นไม่ควรจะแทรกแซงกัน
“ภาพและเสียงที่ออกมา ทำให้เห็นว่าสามารถคุยกันได้ ต่างคนต่างทำงาน ด้วยท่าทีของตัวเอง ถือเป็นเรื่องดีและเป็นภาพบวกกับสถานการณ์ความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา โดยท่าทีของแบงก์ชาติยังไม่ส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ย แม้ว่าจะถูกการแทรกแซงจากภาครัฐบาล และไม่สนับสนุนมาตรการดิจิทัลวอลเลต โดยมุ่งเน้นดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในขณะที่รัฐบาลต้องทำหน้าที่ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป”
สำหรับข้อเสนอจากกระทรวงการคลังต่อแบงก์ชาติ นายสิทธิชัยมีความเห็นว่า กรณีการปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไทย ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้เงินเฟ้อไทยไม่ได้อยู่ในระดับสูง เพราะมีมาตรการสนับสนุนราคาพลังงานจากทางภาครัฐ และสินค้าที่มาจากจีนราคาถูก ดังนั้นโอกาสจะเห็นเงินเฟ้อไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมีจำกัด
“การปรับกรอบเงินเฟ้อไทยสามารถปรับได้ แต่จะปรับอย่างไร คงขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อในแต่ละช่วงเวลานั้น และความเหมาะสมของภาพเศรษฐกิจที่รับได้กับดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าว”
ส่วนข้อเสนอที่ให้มีการเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้น แบงก์ชาติสนับสนุนวิธีการนี้มาโดยตลอด เมื่อปี 2566 ก็มีการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว
“การพูดคุยระหว่าง รมว.คลัง กับผู้ว่าการแบงก์ชาติ ในลักษณะแบบนี้ ถือว่ามีความสร้างสรรค์ และมีแต่สิ่งที่เป็นปัจจัยเชิงบวก มากกว่าจะเป็นปัจจัยเชิงลบ”
นายสิทธิชัยประเมินภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตได้ 2.5% โดยน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ในขณะที่ภาพตลาดหุ้นไทยคงได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางภาครัฐ และการฟื้นตัวของการผลิตในฝั่งประเทศจีน รวมถึงการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เป็นฐานต่ำเมื่อปีที่แล้ว โดยคาดกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น (บจ.) ปีนี้จะเติบโต 10% น่าจะเพียงพอทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง
“ประเมินเป้าหมาย SET สิ้นปีนี้ที่ 1,500-1,550 จุด โดยยังไม่รวมแรงส่งจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่อาจเข้ามาเป็นเซนติเมนต์เชิงบวกให้กับตลาดหุ้นได้ ซึ่งคาดว่าจะมาช่วยในช่วงปลายปี 2567 นี้ โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือข้อสรุปแและเงื่อนไขในสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) หากเกิดขึ้นคาดว่าจะมีเงินไหลเข้ามาประมาณ 20,000 ล้านบาท” นายสิทธิชัยกล่าว
ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวหลังการหารือร่วมกับผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การหารือ ผลลัพธ์ที่ออกมา ไม่ผิดความคาดหมาย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันด้วยหลักการ และหลังจากนี้เชื่อว่านโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะสอดประสานกันมากที่สุดในการดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายการเงิน ในเรื่องการกําหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเห็นว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่และให้อิสระของแบงก์ชาติ หรือ กนง.เป็นผู้พิจารณา โดยทางกระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปแตะ
“มีการหารือในประเด็นสำคัญ ว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นหน้าที่ของ ธปท.และ กนง. ที่จะใช้วิจารณญาณ เครื่องมือและผลการวิเคราะห์ เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1-3% ตามหลักการจะมีการทบทวนทุกปี ตรงนี้เห็นว่าต้องปล่อยให้หน่วยงานทำหน้าที่ต่อไป ธปท.และ กนง. มีวิธีคิดของตัวเอง และอาจจะมองไปอีก 6-9 เดือน ว่าเงินเฟ้อจะเข้ากรอบหรือไม่ แล้วค่อยมานั่งคุยกัน แต่สิ่งที่เห็นตรงกัน คือ ปัญหาของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ในเรื่องการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งมองว่าเป็นประเด็นใหญ่กว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่าจะสูงขึ้นหรือต่ำลง” นายพิชัยกล่าว