เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดขุมทรัพย์ก๊าซอีสาน ‘เอกนัฏ’ มอบสิทธิ ปตท.สผ. สำรวจ 2 แปลงใหม่ใกล้แหล่งสินภูฮ่อม
Economic เปิดขุมทรัพย์ก๊าซอีสาน ‘เอกนัฏ’ มอบสิทธิ ปตท.สผ. สำรวจ 2 แปลงใหม่ใกล้แหล่งสินภูฮ่อม
สั่ง กฟภ.​สอบแบบสำรวจ ‘ติดโซลาร์เซลล์’ 1.1 แสน ราคาไม่ตรงมาตรฐาน
Politics สั่ง กฟภ.​สอบแบบสำรวจ ‘ติดโซลาร์เซลล์’ 1.1 แสน ราคาไม่ตรงมาตรฐาน
กรมชลฯ เปิดแผนแล้ง 69/70 น้ำ 4 เขื่อนเจ้าพระยา 76% ลดระบายเหลือ 700 ลบ.ม./วินาที
Economic กรมชลฯ เปิดแผนแล้ง 69/70 น้ำ 4 เขื่อนเจ้าพระยา 76% ลดระบายเหลือ 700 ลบ.ม./วินาที
ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,350 บาท
LH นิยามใหม่ท็อปลักเซอรี ไฮโซโดนใจ ‘หรูหรา+อิสระ’
Biz Movement LH นิยามใหม่ท็อปลักเซอรี ไฮโซโดนใจ ‘หรูหรา+อิสระ’
ปตท.สผ. จับมือ TotalEnergies-KUFPEC-PETRONAS ลงทุนแหล่งก๊าซลัง เลอบาห์-บี14
Economic ปตท.สผ. จับมือ TotalEnergies-KUFPEC-PETRONAS ลงทุนแหล่งก๊าซลัง เลอบาห์-บี14
จับตาเลือกตั้งสหรัฐ ทรัมป์เสี่ยงเสียสภาล่าง หวั่นเงินทุนไหลเข้าไทยสะดุด
Finance จับตาเลือกตั้งสหรัฐ ทรัมป์เสี่ยงเสียสภาล่าง หวั่นเงินทุนไหลเข้าไทยสะดุด
เดลต้า จัด ‘Future Industry Summit 2026’ ครั้งแรกในสิงคโปร์ ผนึกกำลัง NUS ลุยดาต้าเซ็นเตอร์ AI ยั่งยืน
Tech เดลต้า จัด ‘Future Industry Summit 2026’ ครั้งแรกในสิงคโปร์ ผนึกกำลัง NUS ลุยดาต้าเซ็นเตอร์ AI ยั่งยืน
ก.ล.ต.ปลดล็อกระดมทุน LiVEx! ดีลต่ำ 10 ล้านไม่ต้องยื่นไฟลิ่ง เริ่มใช้แล้ว 1 พ.ย.
Finance ก.ล.ต.ปลดล็อกระดมทุน LiVEx! ดีลต่ำ 10 ล้านไม่ต้องยื่นไฟลิ่ง เริ่มใช้แล้ว 1 พ.ย.
จีนประชุมถก “อุ้มตลาด” หลังดัชนี CSI 300 ร่วงยาวนานเป็นประวัติการณ์
World จีนประชุมถก “อุ้มตลาด” หลังดัชนี CSI 300 ร่วงยาวนานเป็นประวัติการณ์
ดูทั้งหมด

ซื้อขายคาร์บอนเครดิต ต้องทำอย่างไร ?

08 ก.ค. 2567 | 11:43น.
คอลัมน์ SD TALK 
ผู้เขียน : จักรี พิศาลพฤกษ์
เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ในการดำเนินการที่ลด หรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกจะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองตามระเบียบ หรือเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อขึ้นทะเบียนโครงการ และได้รับคาร์บอนเครดิต โดยในประเทศไทยมีการจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ

ชื่อว่า Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ T-VER ซึ่งมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานขึ้นทะเบียนโครงการและให้การรับรองคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลไกคาร์บอนเครดิตในรูปแบบ Governmental Crediting Mechanism

ทั้งนี้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถไปขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต จะครอบคลุมการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ได้แก่ CO2, CH4 และ N2O แต่ต้องเข้าข่าย 7 ประเภทโครงการหลักตามที่ อบก.กำหนด ดังนี้ 1.Renewable Energy 2.Factory 3.Transport 4.Waste 5.Energy Efficiency 6.Land Use 7.Carbon Capture Utilization and Storage

แล้วจะพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร ?

ในขั้นตอนแรกก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องมีการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์เพื่อทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง โดยสามารถวัดได้ในรูปแบบของคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร (CFO) หรือคาร์บอนฟุตพรินต์ผลิตภัณฑ์ (CFP) เพื่อประเมินหากิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก หรือ Emission Hotspots

จากนั้นจะได้หาแนวทางเพื่อลด หรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมนั้น ๆ ผ่านการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตได้ผ่าน อบก.ตามระเบียบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องที่ อบก.กำหนด แล้วไปขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER เพื่อการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และเมื่อดำเนินโครงการสำเร็จจึงสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก.

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้พัฒนาโครงการต้องพิจารณาในการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต ได้แก่

หนึ่ง ต้นทุนการดำเนินโครงการ เช่น ต้นทุนค่าธรรมเนียมโครงการ T-VER แก่ อบก. ประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนโครงการ 5,000 บาทต่อโครงการ และค่าธรรมเนียมขอรับรอง
คาร์บอนเครดิต 5,000 บาทต่อคำขอ รวมถึงต้นทุนค่าดำเนินงานอื่น ๆ เช่น เงินลงทุนการเปลี่ยนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร เป็นต้น

สอง ต้นทุนแก่ผู้ประเมินภายนอก (Third Party Verification) ได้แก่ ต้นทุนตรวจสอบโครงการ และปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งขึ้นอยู่กับความซับซ้อน และแตกต่างไปตามประเภทของโครงการ ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 40,000-65,000 บาทต่อโครงการ (รายชื่อผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดย อบก.)

สาม ข้อจำกัด เช่น โครงการประเภทป่าไม้จะมีข้อกำหนดขนาดแปลงขั้นต่ำ 10 ไร่ การถือครองเอกสารสิทธิในการใช้ที่ดิน ข้อกำหนดรอบตัดฟันไม้ในพื้นที่โครงการระยะเวลา 10 ปี หรือโครงการประเภทอื่น ๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่เพิ่มเติมจากการดำเนินการในรูปแบบปกติ (Additionality) จึงจะสามารถขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้

กรณีต้องการซื้อคาร์บอนเครดิต

อีกกรณีหนึ่งคือการซื้อคาร์บอนเครดิต หากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์สามารถเปิดบัญชี T-VER Credit ในระบบทะเบียน (Registry) ของ อบก. เพื่อใช้สำหรับเก็บบันทึกปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาแล้ว และตัดออกจากบัญชีเมื่อมีการใช้งานคาร์บอนเครดิต

โดยช่องทางการซื้อขายสามารถดำเนินการผ่านการติดต่อกับผู้ขายโดยตรง (Over-the-Counter) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ FTIX ในประเทศไทย หรือสามารถเปิดบัญชีกับ Platform Trading Carbon Credit ของต่างประเทศ เช่น CBL Xpansiv, Air Carbon Exchange, Carbon Trade Exchange เป็นต้น เพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตในมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

ปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในโครงการ T-VER

ประเทศไทยมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน (เมษายน 2567) จำนวน 3,258,033 tCO2eq มูลค่าการซื้อขายรวม 292 ล้านบาท คิดเป็นราคาเฉลี่ยตันละ 89.6 บาท ทั้งนี้ ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

แต่ปริมาณการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งหมด ซึ่งอาจจะยังห่างไกลจากเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2593

เมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต พบว่าประเภทโครงการที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดเป็นโครงการประเภทชีวมวล (41% ของปริมาณการซื้อขายรวม) เนื่องจากสามารถดำเนินการได้ง่าย แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าโครงการประเภทอื่นที่ 36 บาทต่อตัน

แต่ที่น่าสนใจคือ ราคาคาร์บอนเครดิตในโครงการประเภทป่าไม้มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 290 บาทต่อตัน (และเฉลี่ย 510 บาทต่อตัน ในปี 2567) ซึ่งกำลังได้รับความนิยม โดยเป็น 23% ของเครดิตทั้งหมด ในปี 2657 ทำให้การเลือกประเภทโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา เพราะราคาที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อกระแสเงินสดที่จะได้รับจากโครงการ

ท้ายที่สุด ประเด็นด้านต้นทุนการดำเนินการ ต้นทุนค่าประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงข้อจำกัดในการทำโครงการต่าง ๆ คงเป็นปัจจัยที่ยังคงเหนี่ยวรั้งการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศ โดยเฉพาะจากผู้พัฒนาโครงการรายเล็กที่ขาดแคลนเงินทุน แต่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต ยิ่งเฉพาะภาคป่าไม้ที่เป็นที่ต้องการในอนาคต

ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาปิดช่องว่างเหล่านี้ ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยน่าจะก้าวทันโลก และมีส่วนช่วยให้ตอบโจทย์การเป็นประเทศปลอดคาร์บอนในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน