เผยแพร่ 8 ก.ค. 2567 เวลา 08.13 น. อัพเดตข้อมูลล่าสุด 8 ก.ค.2567 เวลา 17.41 น.
ผลเลือกตั้งฝรั่งเศสเป็นที่แน่นอนแล้วว่า กลุ่มฝ่ายซ้ายพลิกชนะกลุ่มฝ่ายขวาจัด สะท้อนคนฝรั่งเศสยังคงมองว่าขวาจัดอันตรายต่อประเทศ แต่ไม่มีฝ่ายไหนครองเสียงข้างมาก นำไปสู่สภาแขวน ยากที่จะผ่านวาระหรือร่างกฎหมายแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงเศรษฐกิจได้ นายกรัฐมนตรีเตรียมยื่นลาออก
วันที่ 8 กรกฎาคม 2567 รอยเตอร์รายงานบทวิเคราะห์ ผลจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศสรอบสองที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผลปรากฏไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเสียงข้างมาก โดยกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายมีคะแนนนำเหนือฝ่ายขวาอย่างพลิกความคาดหมาย ทำให้เกิด “สภาแขวน” ส่งผลให้ฝรั่งเศสเผชิญความเป็นไปได้ที่การเมืองมาถึงทางตันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายใต้รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐที่ 5
เกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้งรอบสอง
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า จากที่นั่งสส.577 ที่นั่ง “นิว พ็อปพูลาร์ ฟรอนต์” (New Popular Front-NPF) พันธมิตรฝ่ายซ้ายได้ 178 ที่นั่ง พันธมิตรสายกลางของประธานาธิบดีมาครงได้ที่นั่ง 156 ที่นั่ง พรรคขวาจัดเนชั่นแนล แรลลี (RN) และพันธมิตรได้ 143 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นของผู้สมัครอิสระและอื่นๆ ทั้งนี้ NPF กลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายชนะ ได้ที่นั่งไม่ถึง 289 ที่นั่ง หรือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงข้างมาก ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
ยุทธศาสตร์การโหวตได้ผล ป้องกันคะแนนเสียงตกน้ำ ผลลัพธ์เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเจ็บปวดต่อพรรคขวาจัด “เนชั่นแนล แรลลี (RN)” ซึ่งถูกคาดการณ์ว่ามีคะแนนชนะลำดับที่ 1 แต่ไม่เป็นดังหวังตามโพล หลังจากกลุ่ม Together ของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสผนึกกำลังร่วมกันกับกลุ่มฝ่ายซ้าย NPF ในการเลือกตั้งรอบแรกและรอบสอง เพื่อสร้างคะแนนโหวตที่ขวาง RN ไม่ให้ได้คะแนนเสียงข้างมาก
ความล้มเหลวครั้งใหญ่สำหรับพรรค RN ของมารีน เลอ เปน ที่มีแนวทางชาตินิยมและต่อต้านสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งโพลคาดว่าจะชนะในการเลือกตั้งรอบสอง แต่กลับลงเอยได้ลำดับที่ 3
RN ซึ่งทำงานภายใต้เลอ เปน ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงครั้งประวัติศาสตร์ในประเด็นการเหยียดเชื้อชาติและต่อต้านยิว แต่จากผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการ คนจำนวนมากในสังคมฝรั่งเศสยังคงมองจุดยืนหลักของพรรค RN ต่ออนาคตฝรั่งเศสและความนิยมที่เพิ่มขึ้นมาอย่างสูงของพรรคนี้ในฐานะภัยที่ต้องกระตุ้นเตือน
ผลการเลือกตั้งทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสามฝ่ายใหญ่ ๆ ได้แก่ ซ้าย-กลาง-ขวาจัด ซึ่งสามกลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่มีประเพณีของการทำงานร่วมกันมาก่อนเลย
หมายความว่ากลุ่มพันธมิตรทั้งสามสายไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ และจะต้องการเสียงสนับสนุนจากคน/ฝ่ายอื่น ๆ เพื่อผ่านร่างกฎหมาย
รัฐสภาที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งจะทำให้บทบาทของฝรั่งเศสในอียูอ่อนแอลง และเวทีอื่น ๆ ในต่างประเทศด้วย และเป็นการยากสำหรับทุกคนที่จะผลักดันให้วาระงานในประเทศผ่านสภาได้
สูตรจัดตั้งรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายหรือดีลข้ามขั้ว ?
คำตอบคือยังห่างไกลจากคำว่าแน่นอน เนื่องจากฝรั่งเศสในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐไม่เคยชินกับการตั้งรัฐบาลพรรคผสมหลังการเลือกตั้ง แม้เกิดขึ้นเป็นปกติในประเทศประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอื่น ๆ อย่างเยอรมนีหรือเนเธอร์แลนด์

สาธารณรัฐที่ 5 ของฝรั่งเศสถูกออกแบบมาในปี 1958 โดยนายพลชาร์ลส์ เดอ โกล อดีตประธานาธิบดีและวีรบุรุษสงคราม เพื่อให้เกิดเสียงข้างมากในสภาที่มีจำนวนมากพอและมีเสถียรภาพสำหรับประธานาธิบดี จึงสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบเผชิญหน้าที่ไม่มีประเพณีของมติมหาชนและการประนีประนอมแต่อย่างใด
กลุ่มซ้าย NFP ซึ่งต้องการจำกัดเพดานราคาสินค้าจำเป็นอย่างเชื้อเพลิงและอาหาร เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำสู่เรตสุทธิ 1,600 ยูโร หรือราว 63,000 บาทต่อเดือน ให้แรงงานที่ทำงานในภาคบริการสาธารณะ และบังคับใช้ภาษีความมั่งคั่ง กล่าวในทันทีหลังผลเลือกตั้งว่า ต้องการที่จะปกครองและเรียกร้องให้กลุ่มสายกลางของมาครงหลีกทาง
นายราฟาแอล กลุกส์มานน์ นักการเมืองฝ่ายซ้ายกลาง และสมาชิกสภานิติบัญญัติในรัฐสภายุโรปกล่าวว่า ชนชั้นนำทางการเมืองจะต้องมีพฤติกรรมแบบคนที่โต ๆ กันแล้ว
สเตฟาน เซจอร์เน่ หัวหน้าพรรคของมาครงระบุว่า เขาพร้อมที่จะทำงานกับพรรคหลัก แต่ไม่ยอมรับแนวคิดใด ๆ ของ ฌ็อง-ลุก เมล็องชง หัวหน้าพรรคซ้ายจัด France Unbowed (LFI) รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป ก็ไม่ทำดีลหรือข้อตกลงใด ๆ กับพรรคซ้ายจัดพรรคนี้
นายมาครงเองระบุว่า เฝ้ารอรัฐบาลพรรคผสมที่จะพบ “โครงสร้าง” ที่จะมาตัดสินก้าวต่อไปของตัวนายมาครงเอง
บรรยากาศการเลือกตั้งมีทั้งเสียงกรีดร้องแห่งความสุขและน้ำตาแห่งความโล่งอก ของโหวตเตอร์ฝ่ายซ้ายที่มารวมตัวกันที่จัตุรัสรีพบลิก กลางกรุงปารีส เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการถูกประกาศออกมา
ค่าเงินยูโรร่วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังการประกาศคาดการณ์ผลเลือกตั้ง “เราควรได้รับการผ่อนผันในตลาด เนื่องจากเราไม่ได้กำลังเห็นขวาจัดอย่าง RN ครองเสียงข้างมากในสภา แต่อาจนำไปสู่ทางตันทางการเมือง อย่างน้อยไปจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงปี 2025” อนีคา กุปตา ผอ.ด้านการวิจัยเศรษฐกิจจุลภาคที่สถาบันวิสดอมทรี (WisdomTree) กล่าว
หากไม่สามารถตกลงกันได้
จะทำให้ฝรั่งเศสเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุว่า นายมาครงในฐานะประธานาธิบดีมีวาระถึงปี 2027 ไม่สามารถประกาศจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

นายกาเบรียล อัตตัล นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสกล่าวว่า เขาจะยื่นลาออกต่อนายมาครงในเช้าวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) แต่เขาสามารถอยู่รักษาการในรัฐบาลเฉพาะกิจชั่วคราวให้ได้
รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสบัญญัติว่า มาครงเป็นผู้ตัดสินใจที่จะขอให้ใครเป็นผู้ตั้งรัฐบาล แต่ใครก็ตามที่นายมาครงเลือกมาเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภา ซึ่งจะประชุมกัน 15 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 18 ก.ค.นี้ ซึ่งหมายความว่ามาครงต้องตั้งบุคคลที่เป็นที่ยอมรับต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติเสียงส่วนใหญ่
มาครงน่าจะถอดพรรค Socialists และ Greens ออกไปจากกลุ่มแนวร่วมฝ่ายซ้าย และโดดเดี่ยวพรรคซ้ายจัดอย่าง France Unbowed เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคผสมแนวซ้ายกลางจากกลุ่มของนายมาครงเอง
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณของการสลายตัวของพันธมิตรสาย NPF
ความเป็นไปได้อีกอย่างคือ การจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตที่จะมารับมือสถานการณ์วันต่อวัน แต่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ากลุ่มปีกซ้ายจะสนับสนุนสูตรการจัดตั้งรัฐบาลสูตรนี้หรือไม่ ซึ่งจะยังคงต้องการการสนับสนุนจากรัฐสภาที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่ดี