วงการข้าวลือสนั่นหลังผ่านมาเกือบ 1 เดือน ที่ “บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด” เสนอราคาซื้อข้าวข้าวสารเก่าในสต๊อกรัฐบาลที่มีอายุ 10 ปี ปริมาณ 15,000 ตัน โดยได้ให้ราคาประมูลสูงสุดถึง 19.07 บาทต่อ กก. คิดเป็นมูลค่าการประมูลรวม 286 ล้านบาท แต่ยังไม่ชนะการประมูล
ต่อมาในภายหลัง วีเอทฯยังได้ทำหนังสือยืนยันว่าจะให้ราคาประมูลกับรัฐ “เพิ่ม” ขึ้นอีก เป็น 19.073 บาทต่อ กก. และยังระบุด้วยว่าจะไม่ฟ้องร้อง ไม่ว่ารัฐจะต่อรองขายข้าวให้กับรายที่เสนอราคารอง ๆ ลงมา
แต่ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ก็ยังตัดสินใจ ไม่ประกาศผู้ชนะการประมูลชะลอออกไประยะหนึ่งก่อน จากสาเหตุอะไร
ย้อนความ
ย้อนกลับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดซองผู้เสนอราคาประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 10 ปี ปริมาณ 15,000 ตัน ในคลัง 2 คลัง ซึ่งมีผู้เสนอราคาที่คุณสัมบัติผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 7 ราย แบ่งเป็น
คลังกิตติชัย หลัง 2 (ข้าวหอมมะลิ 100%) ดังนี้
1.บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จ.กำแพงเพชร เสนอราคาที่ 222,292,403.22 บาท คิดเป็นราคาต่อตันที่ 19,070 บาท
2.บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท เสนอที่ราคา 209,843,000 บาท ราคาต่อตัน 18,001.99 บาท
3.บริษัท ทรัพย์แสงทองไรซ์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี เสนอที่ราคา 182,046,000 บาท ราคาต่อตัน 15,617.35 บาท
4. บริษัท บี เอ็น เค การเกษตร 2024 จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ เสนอที่ราคา 186,506,473.60 บาท ราคาต่อตัน 16,000 บาท
ส่วน ในคลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 (ข้าวหอมมะลิ 100%) มีผู้เสนอราคาดังนี้
1.บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร เสนอที่ราคา 64,010,216.32 บาท ราคาต่อตัน 19,070 บาท
2.บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด จังหวัดชัยนาท เสนอที่ราคา 60,482,800 บาท ราคาต่อตัน 18,019.11 บาท
3..บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อาร์.การเกษตร จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ เสนอที่ราคา 56,088,888 บาท ราคาต่อตัน 16,710.07 บาท
5.บริษัท ทรัพย์แสงทองไรซ์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี เสนอที่ราคา 40,980,000 บาท ราคาต่อตัน 12,208.81 บาท
6.บริษัท สหธัญ จำกัด จังหวัดนครปฐม เสนอที่ราคา 62,734,711.23 บาท ราคาต่อตัน 18,690 บาท
7.บริษัท บี เอ็น เค การเกษตร 2024 จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ เสนอที่ราคา 53,705,477.77 บาท ราคาต่อตัน 16,000 บาท
ซึ่งเมื่อรวมแล้วเท่ากับวีเอทฯ คือ ผู้เสนอซื้อสูงสุดเฉลี่ย 19.07 บาท รวมเกือบ 300 ล้านบาท เฉือนเบอร์ 2 “ธนสรรไรซ์” ที่เสนอราคา 18 บาท แค่ 1 บาทเท่านั้น
ประเด็นสังคมถาม
หลังจากการประมูลมีการตั้งข้อสังเกตว่า “วีเอทฯ” คือใคร เหตุใดจึงกล้าประมูลข้าวมูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท ทั้งที่หนังสือบริคณห์สนธิและทุนจดทะเบียนแจ้งว่าเพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2563 และมีทุนจดทะเบียนประมาณ 2 ล้านบาท
หากรัฐตัดสินให้วีเอทชนะการประมูลจะเสี่ยงที่มีโอกาสจะทิ้งรับมอบอย่างที่ผ่านมาหรือไม่
เมื่อตรวจสอบกลับไปพบว่า วีเอทฯแจ้งว่าประกอบธุรกิจประเภท จำหน่ายพืชผลทางการเกษตร หมวดธุรกิจ : การขายส่งวัตถุดิบอื่น ๆ ทางการเกษตรซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น ระบุ สถานที่ตั้งของบริษัทนั้น อยู่ที่ 999/9 หมู่ 8 ตำบลคลองขลุง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชรซึ่งเป็นที่อยู่เดียวกับบริษัท โรงสีสวัสดิ์ไพบูลย์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) ซึ่งเป็นมือเก๋าในวงการโรงสีข้าวเช่นกัน และยังเบอร์ผู้ส่งออกมันสำปะหลังเบอร์ 1 ของประเทศไทยด้วย โดยมีศักยภาพสูง เคยทำสัญญาซื้อขายมันเส้นกับจีน เมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เดินทางเยือนจีน เมื่อเดือนตุลาคม 2566 ปริมาณ 500,000 ตัน
แต่รายชื่อกรรมการบริษัทวีเอทฯ 3 คนได้แก่ นางสาววรรณิสา ทองจิตติ, นางสาวทานตะวัน นาสมใจ และนายศิวะ มาประเสริฐ ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับสวัสดิ์ไพบูลย์ จึงมีคำถามตามมาว่า เหตุใดจึงไม่ใช้ชื่อ “สวัสดิ์ไพบูลย์” ประมูลเอง แต่กับใช้บริษัทน้องใหม่ “โนเนม” ในวงการข้าวแทน
เปิดเหตุผล
แหล่งข่าวจากวงการโรงสีข้าวระบุว่า โรงสีสวัสดิ์ไพบูลย์เคยติดปัญหาเรื่องการประมูลมันสำปะหลังเมื่อปี 2548 แม้ว่าปลดล็อกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผล ต่อการประมูลหรือไม่ หรือไม่ จึงทำให้ เจ้าของ ต้องตัดสินใจใช้บริษัทวีเอทฯแทน
เหตุผลที่ 2 ที่ใช้บริษัทลูกใหม่เลย เข้าร่วมประมูล เพราะกระแสโซเชียลเรื่องการชิมข้าว 10 ปี “แรงมาก” บ้างว่าเป็นข้าวเน่า แล้วเป็นประเด็นทางการเมือง จนไม่มีใครกล้าเข้าร่วมประมูล เพราะกลัวภาพลักษณ์เสียสินค้าของบริษัทเสียหาย หากโซเชียลแรงขึ้น ชื่อบริษัทจะโดนโจมตีไปเรื่อย ๆ ว่าอย่าซื้อข้าวกับบริษัทที่มาประมูลก็จะพลอยกระทบกับสินค้าอื่น แต่บริษัทยอมเสี่ยงเพราะต้องการข้าวเพื่อที่จะนำไปส่งออก
“แต่โรงสีทั่วไปไม่ได้มองว่าข้าวลอตนี้เน่า คำว่าข้าวเน่าสำหรับวงการข้าว คือ ข้าวที่โดนน้ำ จนแข็งกลายเป็นสีขาวเป็นเชื้อราไปหมดกินไม่ได้ หรือมอดกินจนกลายเป็นผงแป้งไปเลย จึงจะเรียกว่าข้าวเน่าเพราะใช้ไม่ได้แล้ว นำไปปรับปรุงก็ไม่ได้ แต่สำหรับข้าวลอตนี้อยู่ในสภาพที่บริโภคได้ แต่มีคนไปตีข่าวว่ามีสารพิษตกค้างทำให้สงสัยว่าถ้าสารพิษเข้าไปจริง ก็ไม่ต้องรมยาซ้ำ และมอดที่เข้าไปกินข้าวก็ต้องตายคากองข้าวไปแล้ว เพราะมอดเป็นสิ่งมีชีวิต แต่นี่ไม่มีมอดตายและยังสามารถนำไปกินได้อีก”
ทำไม วีเอทฯ ไม่ยอมแพ้
ส่วนประเด็นยอดประมูล ที่เยอะกว่ามูลค่าทุนจดทะเบียนนั้น หลาย ๆ บริษัทที่เข้ามาประมูลงานภาครัฐ ก็ไม่ได้มีทุนจดทะเบียนสูงเท่ากับมูลค่าโครงการประมูล เช่น บริษัทที่รับงานหมื่นล้านก็ไม่ได้มีทุนจดทะเบียนหมื่นล้าน ประเด็นนี้จึงไม่น่าจะมีประเด็น
ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์บริษัทวีเอทฯ ไปทำหนังสือยืนยันกับ อคส.ว่า จะปรับเพิ่มราคาประมูลให้อีก 30 สตางค์ ถ้าชนะการประมูล จะนำเงิน 200 กว่าล้านบาท จ่ายครบได้ในทันที
“ส่วนต่างระหว่างวีเอทฯ 19 บาท ธนสรรไรซ์ 18 บาท วีเอทฯยอมให้ราคาเพิ่ม และยังเปิดโอกาสให้ อคส.เจรจากับอันดับ 2-3 เสนอราคาสู้เลย และถ้า ธนะสันต์ให้ 20 บาท ชนะก็ให้เอาข้าวไปเลย โดย วีเอทฯจะไม่ฟ้องรัฐ แต่ทางหน่วยงานที่เปิดประมูล (อคส.) ไม่กล้าทำแบบนั้น เพราะกลัวโดนฟ้อง เพราะผิดเงื่อนไขการประมูลที่ต้องเจรจากับรายแรกก่อนและหากให้ราคาสูงกว่าก็จะชนะ ซึ่งวีเอทฯยอมเซ็นหนังสือให้เลยว่าจะไม่ไปฟ้องร้องแล้ว ซึ่งแนวทางลงที่ให้จบง่าย ๆ คือ วีเอทฯเซ็นสัญญา และให้อีกคนที่อยากได้ข้าวซื้อต่อไปเลยก็ได้แค่นั้น”
“ถามว่ากรณีนี้วีเอทฯ-ธนสรรฯ ฮั้วราคากันหรือไม่ ตอบว่า ไม่ได้มีฮั้วอะไรกันเลย เพราะถ้าฮั้ว หรือรัฐช่วยหลือฮั้วประมูล ธนสรรที่ลงพื้นที่ไปชิมข้าวคงชนะไปแล้ว แต่ราคาที่ได้มานั้นในวงการข้าวถือว่า 19 บาทกว่านี่ก็สูงแล้ว หากบริษัทนำไปปรับปรุงก็จะมีต้นทุนอีกกิโลกรัมละ 2 บาท รวมเป็น 21 บาท ซึ่งก็เท่ากับราคาข้าวขาวในตลาด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาที่แตกต่างกันแค่บาทเดียว”
แต่ประเด็นที่จบไม่ได้ตอนนี้ เพราะถ้าวีเอทฯไม่ได้ชนะประมูลรอบนี้ และยังถูกตีความว่าเป็นผู้ “ผิดเงื่อนไข” การประมูลอีก จะทำให้วีเอทฯจะถูกตัดสิทธิ การทำธุรกรรมกับรัฐในรอบต่อไป และถูกริบคืนหลักทรัพย์ค้ำประกัน 2% ของมูลค่าข้าว เรื่องนี้จึงเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีขึ้นมา
ส่วนธนสรรไรซ์เองก็แสดงทีท่าว่าไม่ยื่นขยับราคาขึ้นมาตามเป้าหมายรัฐบาล แล้วท้ายที่สุดเรื่องโอละพ่อนี้จะจบลงอย่างไร คงต้องมาลุ้นกันต่อไป