เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

ส่องสินทรัพย์เด่น เพิ่มผลตอบแทนสูง หลังเฟดลดดอกเบี้ยแรง

27 ก.ย. 2567 | 15:16น.

บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

สวัสดีครับ ทุกคนเป็นยังไงกันบ้างครับ โล่งใจแฮปปี้กันขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยครับ หุ้นสหรัฐกลับมาเขียว ๆ อีกครั้ง หลังเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยแรง 0.50% เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา

คุณ ๆ รู้สึกเหมือนผมไหมว่า ตลาดได้ปลดปล่อยความขุ่นมัวไม่ชัดเจนออกไปแล้วระดับหนึ่ง แม้ว่า ในระยะข้างหน้ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังอยู่ก็ตาม

อารมณ์ตลาดในเวลานี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่ตีความออกมาได้ว่า อย่างน้อยเศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่น่าจะถดถอยรุนแรง หรือ hard landing อย่างที่เคยหวาดกลัวกันมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการปรับตัวตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ตอบสนองต่อการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงต่อจากนี้ไป

ส่อง ‘หุ้น-ทองคำ-พันธบัตร’ หลังเฟดเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักรขาลงแบบเร็ว-แรง 0.50% จากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% ลงมาอยู่ที่ 4.75-5.00%

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบล่าสุด (17-18 ก.ย. ) มีมติไม่เอกฉันท์ 11 ต่อ 1 เสียง ในการให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 Basis Point หรือ 0.50% โดยมี 1 เสียงเห็นควรให้ลดเพียง 0.25%

โดยในแถลงการณ์ของเฟดระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราช้าลง และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อมีพัฒนาการที่มุ่งหน้าไปสู่อัตราเป้าหมาย 2% แต่ยังคงสูงเล็กน้อย FOMC พยายามที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่อัตรา 2% ในระยะยาว

เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของอัตราเงินเฟ้อและความสมดุลของความเสี่ยง คณะกรรมการจึงตัดสินใจลดช่วงเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางลง 0.50% เป็น 4.75% ถึง 5.00%

“ในการประเมินจุดยืนที่เหมาะสมของนโยบายการเงิน คณะกรรมการจะติดตามผลกระทบของข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่อย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการจะเตรียมปรับจุดยืนของนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากเกิดความเสี่ยงที่อาจขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของคณะกรรมการ การประเมินของคณะกรรมการจะพิจารณาข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงข้อมูลสภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ และพัฒนาการด้านการเงินและด้านการระหว่างประเทศ” นี่คือถ้อยแถลงของเฟด

นอกจากนี้เฟดยังได้ปรับคาดการณ์ต่าง ๆ โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2567 ลงมาที่ 2.0% ต่อปี จากเดิมที่คาดไว้ 2.1% ต่อปี ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการว่างงานในช่วงสิ้นปี 2567 เป็น 4.4% จากเดิมคาดไว้ที่ 4.0% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ของเงินเฟ้อ PCE ในช่วงสิ้นปี 2567 ลงเหลือ 2.3% YOY จากเดิมคาดไว้ที่ 2.6% YOY โดยอัตราเงินเฟ้อทั้ง PCE และ Core PCE จะเข้าสู่ระดับ 2.0% ในปี 2569 เป็นต้นไป

หากดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ ในสัปดาห์เดียวกัน พบว่า ดัชนี S&P 500 ได้กลับมาแตะระดับสูงสุดใหม่ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 39 ในปีนี้ ดัชนี S&P 500 ปิดอยู่ที่ระดับ 5702.55 หรือ +1.36% และด้าน NASDAQ 100 ปิด ณ ระดับ 19791.49 หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.30% ภายหลังผลการประชุม FOMC มีการลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ ประกอบกับผู้ว่าการธนาคารสหรัฐ เจอโรม พาวเวลล์ ระบุว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าเงินเฟ้อนั้นยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งกว่าการเติบโตในระยะยาว

เฟดกำลังมุ่งหวังที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมามีเสถียรภาพโดยไม่ทำให้อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และ ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะเข้าสู่ soft landing โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดดอกเบี้ยช้าหรือล้าหลังจนเกินไป (behind the curve)

ส่วนการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot นั้น เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 50 bps ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะลดลงแตะระดับ 4.40% ภายในสิ้นปี หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายที่ 4.25-4.50% และคาดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 100 bps และ 50 bps ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม แม้ในระหว่างที่ ‘ตลาดหุ้น’ กำลังโฟกัสกับการลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ของเฟด แต่นักวิเคราะห์ก็ยังเฝ้าระวังต่อประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะข้างหน้า เนื่องจากข้อมูลคาดการณ์ล่าสุด โอกาสในการเกิดภาวะถดถอยหรือ Recession ในสหรัฐ ได้ถูกปรับขึ้นเป็น 50% แล้ว จากที่เคยอยู่ที่เพียง 10% เมื่อกลางปีนี้

ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Nasdaq) เริ่มกลับมาปรับตัว Outperform และหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Dow Jones) กลับมาบวกอีกครั้ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนั้นยังอาจรวมถึงหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก (Russell 2000) ที่จะได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มอย่างรวดเร็วจากการปรับตัวลงของดอกเบี้ยในตลาด

ประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่ได้เผชิญกับภาวะถดถอยรุนแรง เป็นแรงหนุนทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดตราสารหนี้สหรัฐ โดยหลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% Bond yield สหรัฐ อายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 3.7% ตลาดมองแนวโน้มในระยะข้างหน้าว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐ ยังเติบโตได้ และไม่มีภาวะถดถอย การปรับเพิ่มความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) หลังจากนี้อาจไม่มากนัก ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ แสดงถึงความกังวลด้านเศรษฐกิจ

‘ทองคำ’ เป็นอีกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชนะเลิศในปีนี้ ล่าสุด ราคาพุ่งทำ All Time High ใหม่อีกครั้งแล้วที่ ระดับ 2,625 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์แล้ว หลังจากเฟดลดดอกเบี้ยในสัปดาห์เดียวกัน เนื่องจากได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยที่มากกว่าคาด และยังได้ประโยชน์จากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอที่สูงขึ้น อีกทั้งภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ส่งผลให้ราคาทองยังไปต่อ ดังนั้น หากราคาทองคำตกลงมาในช่วงสั้น ๆ ก็ยังเป็นโอกาสเพิ่มน้ำหนักลงทุนครับ

ทั้งนี้ ยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปรัสเซีย ล่าสุด อิหร่านส่งขีปนาวุธให้รัสเซีย และจีนให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัสเซีย ทางฝั่งสหรัฐเริ่มกังวลมากขึ้นว่าการร่วมมือของ ‘รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ’ เพื่อท้าทายอำนาจของสหรัฐ อาจเป็นภัยคุกคาม ! และหากหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาทำงาน ความขัดแย้งยิ่งคุกรุ่นขึ้นไปอีก

แนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐ ขึ้นจริงหรือหลอก

เศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีความไม่แน่นอนรออยู่ นักวิเคราะห์ Bank of America เตือนว่า มีความเสี่ยงฟองสบู่แตก หากกระแส ‘ลดดอกเบี้ย’ ของเฟดซาลง แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนลงทุนใน ‘พันธบัตร’ และ ‘ทองคำ’ เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่หากฟังนักวิเคราะห์จากค่าย Goldman Sachs กลับเชื่อมั่นว่า ‘หุ้นสหรัฐ’ ยังจะพุ่งต่อ และดัชนี S&P 500 มีโอกาสปิดเหนือ 6,000 จุด หรือบวกอีกเกือบ +10% ภายในสิ้นปีนี้

จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยปีนี้เป็นอีกปีที่โลกการลงทุนยังคงอบอวลไปด้วยความผันผวนสูง จากความท้าทายรอบด้านไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ที่คาดการณ์ได้ยาก รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาศตร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแต่หลาย ๆ สินทรัพย์ก็ยังทำผลตอบแทนได้ดี

ผมมีข้อมูลสถิติการปรับตัวของสินทรัพย์ลงทุนให้ดูกัน สรุปง่าย ๆ ดังนี้ อันดับแรก ‘ทองคำ’ ทำผลตอบแทนดีที่สุดถึง 24.5% จากอานิสงส์ bond yield ปรับตัวลดลง และธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ มีความต้องการถือครองทองคำมากขึ้น

รองลงมาเป็นตลาดหุ้นสหรัฐ ทำผลตอบแทนได้ถึง 19.3% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังดีในช่วงครึ่งแรกของปี และความคาดหวังเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีแรงส่งจากหุ้นกลุ่ม Tech ที่มีผลประกอบการที่ค่อนข้างดีในช่วงไตรมาสที่ 1 แม้ในไตรมาสที่ 2 ผลประกอบการจะแผ่วลงแต่ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างดี ส่วนตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ไม่รวมสหรัฐ) ผลตอบแทน 10.7% ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.1% ตลาดหุ้นรายประเทศ นำโดย ตลาดหุ้นอินเดีย 18.2% เวียดนาม 12.2% ยุโรป 11.8% จีนแผ่นดินใหญ่ (China offshore) 11.3% และญี่ปุ่น 9.2%

ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ปรับขึ้นมาเวลานี้ นักลงทุนหลายคนอาจจะยังคิดหนักและลังเลว่าจะลงทุนในตลาดสหรัฐ ดีหรือไม่ ? ผมจากสถิติผลตอบแทนจาก MorningStar ที่ทำสถิติย้อนหลังกว่า 45 ปี ของ S&P 500 ตั้งแต่ปี 2517 พบว่า ระยะเวลา ​5 ปีหลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกจะเห็นผลตอบแทน ดัชนี S&P 500 เป็นบวก 10 ครั้ง จากทั้งหมด 10 ครั้ง โดยที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ +12% สำหรับผมเป็นนักลงทุนสาย VI อยู่แล้ว การลงทุนระยะยาวได้ผลตอบแทนระดับนี้ ผมถือว่าคุ้มมาก ๆ ครับ

นอกจากนี้ยังพบว่าปรับตัวของราคาสินทรัพย์ลงทุนประเภทต่าง ๆ มักให้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐ มักจะอ่อนค่าลงในช่วง 12 เดือนหลังจากการปรับลดดอกเบี้ย ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ น้ำมัน ล้วนปรับเพิ่มขึ้น

เงินบาทแข็ง คว้าโอกาสลงทุนนอกไปกับสินทรัพย์ต่าง ๆ

คุณเห็นอะไรไหมครับ หากแนวโน้มดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงใน 12 เดือนข้างหน้า เท่ากับว่าเราจะเห็นค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับจากนี้ไปอีก 12 เดือน

หลังจากที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างแรง ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินในประเทศต่าง ๆ ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่น ล่าสุดเงินบาทเองก็แข็งค่าไม่หยุด ‘1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32.45 บาท’ แล้วในวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา

‘ค่าเงินบาท’ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อมูลค่าพอร์ต ทำให้หลาย ๆ คนที่ลงทุนในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว อาจเห็นมูลค่าพอร์ตลดลง เพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับคนที่ต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศ หรือลงทุนเพิ่ม ตอนนี้ถือเป็นจังหวะดีที่จะนำเงินออกไปลงทุนจากการแข็งค่าของเงินบาท เท่ากับคุณได้ซื้อของราคาถูก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกสินทรัพย์ที่ถูกที่ใช่ด้วยนะครับ

แต่ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ลงทุนในต่างประเทศอยู่แล้ว พอร์ตของคุณอาจจะได้รับผลกระทบจากการขาดทุนของเงินบาทที่แข็งค่าแรง แต่ก็จะเป็นตัวเลขเชิงมูลค่ามากกว่าครับ เพราะหากคุณไม่ได้ขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไร ออกมาในช่วงนี้ ในอนาคต เงินบาทปรับตัวเข้าสู่ระดับเหมาะสม ผมเชื่อว่า ค่าเงินจะทยอยอ่อนค่ากลับมาหาจุดสมดุลครับ

ช่วงนี้แนะนำให้คุณติดตามสถานการณ์ดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่าจะมีโอกาสปรับลดลงตามเฟดเมื่อไหร่ครับ เพราะทิศทางดอกเบี้ยของไทย หนีไม่พ้นวัฏจักรครับ เมื่อได้มีปรับตัวขึ้นสูงสุดแล้วตอนนี้ทรงตัวอยู่สูงระดับ 2.50% เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจออกมาเชิงลบ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญการดำเนินนโยบายการเงิน คือ การลดดอกเบี้ย ตามมาครับ ทุกคนเฝ้ารอจังหวะนี้อยู่ และแน่นอนว่า ย่อมจะส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทให้กลับทิศได้ครับ

ทั้งนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ในไทยเริ่มออกมาคาดการณ์จะเห็นแนวโน้มดอกเบี้ยไทยลดลงได้อย่างเร็วสุดในปลายปีนี้ และอย่างช้าปีหน้าครับ

เวลานี้ มีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศที่ดีอย่างค่าเงินบาทในช่วงนี้ที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศเลยครับ

เวลานี้น่าจะเหมาะที่จะเริ่มต้นให้เงินทำงานแล้วครับ เพราะชีวิตคนเราไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต แต่เราต้องใช้เงินตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นแล้วการ ‘วางแผนการเงิน การลงทุน’ ปูทางอนาคตตัวเองตั้งแต่วันนี้จึงสำคัญมาก ๆ ครับ

วันนี้คุณอาจจะมีเงินก้อนเล็ก แต่หากคุณเริ่มต้นลงทุน และจัดสรรเงินเพื่อเดินหน้า DCA ได้อย่างต่อเนื่อง ในอนาคคเงินก้อนเล็กของคุณ จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ใจฟูในวัยเกษียณได้ครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน ลดดอกเบี้ย