เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘ลูกชายน้าต๋อย เซมเบ้’ แฉปมลงทุนอสังหาฯภูเก็ต สูญ 10 ล้าน หวั่นแผนประนอมหนี้คืนแค่ 20%

26 มิ.ย. 2569 | 18:04น.

สัมภาษณ์

เปิดข้อเท็จจริง ‘ครอบครัวน้าต๋อย เซมเบ้’ นักพากย์การ์ตูนระดับตำนาน ลงทุนโรงแรมภูเก็ต 10 ล้าน เผยเหตุผลกระทบเงินรักษาตัว เผชิญแผนประนอมหนี้จ่ายคืน 20% หลังบริษัทเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ หวั่นแท็กติกตั้งเจ้าหนี้เงาทำนักลงทุนสูญพันล้าน

จากกรณีที่ “น้าต๋อย เซมเบ้” หรือ นายนิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ นักพากย์การ์ตูนระดับตำนาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุถึงผลกระทบจากการนำเงินเก็บไปลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านหาดไนหาน จังหวัดภูเก็ต แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนและเงินต้นคืนตามที่ตกลงไว้นั้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายตั๋ม” ลูกชายของน้าต๋อย เซมเบ้ ซึ่งเป็นผู้ร่วมดูแลเงินทุนของครอบครัว เพื่อชี้แจงถึงรูปแบบการลงทุน ข้อเท็จจริงของสัญญา และขั้นตอนทางกฎหมายที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดและคำชี้แจงจากแหล่งข่าวโดยตรงดังต่อไปนี้

วัตถุประสงค์และรูปแบบการลงทุนโรงแรม 10 ล้านบาท

นายตั๋ม เปิดเผยว่า เงินลงทุนจำนวนประมาณ 10 ล้านบาท เป็นเงินเก็บของตนเอง แต่ในขั้นตอนการลงทุนได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่จริงร่วมกับน้าต๋อยผู้เป็นพ่อ โดยเงินก้อนนี้เป็นเงินที่ครอบครัวตั้งใจเก็บไว้เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพของน้าต๋อย เนื่องจากมีอาการป่วยที่มีค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง

“เงินก้อนนี้เราเก็บไว้ไม่อยากแตะต้องเลยครับ จริงๆ เงินลงทุนเป็นเงินเก็บของผมทั้งหมดครับ แต่ตอนไปลงทุนเราไปด้วยกัน ไปช่วยกันดูถึงสถานที่จริง เงินก้อนนี้เป็นเงินที่เราเก็บไว้ดูแลครอบครัว อย่างที่ทุกคนทราบว่าน้าต๋อยป่วย แต่ละเดือนมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และถ้าต้องผ่าตัดขึ้นมาอีก ต้องใช้เงิน 6-7 หลักในแต่ละครั้ง เงินก้อนนี้เราเลยเก็บไว้ไม่อยากแตะต้องเลยครับ”

สำหรับรูปแบบการลงทุน เป็นโครงการประเภทโรงแรมที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วและเปิดให้บริการตามปกติ โดยทางโครงการนำโรงแรมนี้ไปบริหารจัดการจัดหาผู้เข้าพัก และมีการทำสัญญาตกลงเงื่อนไขกับนักลงทุน เช่น การกำหนดผลตอบแทนคงที่จ่ายคืนแก่นักลงทุนเป็นรายปี ซึ่งในส่วนของครอบครัวน้าต๋อยตกลงผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 7% ต่อปี รวมถึงมีสัญญาซื้อคืนเมื่อครบ 5 ปี โดยจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเพิ่มให้อีก 10% (ลงทุน 10 ล้านบาท จะได้รับคืน 11 ล้านบาท)

“โครงการของเขาสร้างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เป็นโรงแรม เราไปดูสถานที่จริงก็เห็นว่ามีทุกอย่างพร้อม ไม่น่าจะมีอะไรทำให้เราตัดสินใจพลาด และช่วงแรกเราก็ได้ผลตอบแทนตามปกติ”

ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ นายตั๋มให้ข้อมูลว่าในโฆษณาระบุว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องให้ ซึ่งในความเป็นจริงมีนักลงทุนทั้งกลุ่มที่ได้รับโอนและยังไม่ได้รับโอน โดยในส่วนของครอบครัวน้าต๋อยมีทั้งส่วนที่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์แล้วและส่วนที่ยังไม่ได้รับโอน

“จุดแรกที่ทำให้คนเชื่อและตัดสินใจลงทุน นอกจากเรื่องผลตอบแทนแล้ว คือตัวอสังหาริมทรัพย์หรือโรงแรมสร้างเสร็จจริง และเปิดให้บริการปกติ มีคนเข้าพักเยอะมากครับ ในโฆษณาก็แจ้งว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ห้องให้ด้วย ทำให้ดูเหมือนแทบไม่มีความเสี่ยงเลย แต่ในความเป็นจริง มีทั้งคนที่ได้โอนและไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ อย่างของผมกับน้าต๋อย ก็มีทั้งส่วนที่ได้โอนและส่วนที่ยังไม่ได้รับโอน เท่ากับว่าเรายังมีความเสี่ยงอยู่ครับ”

สัญญาณเตือนจ่ายล่าช้า สู่ปัญหา ‘เช็คเด้ง’

ในด้านการรับผลตอบแทน นายตั๋มระบุว่า ในปีแรกได้รับผลตอบแทนตามปกติ แต่เริ่มเกิดปัญหาการจ่ายเงินล่าช้า จ่ายไม่ครบ หรือไม่จ่ายเลยในช่วงปีที่ 2 ถึงปีที่ 3 ซึ่งต้องติดตามทวงถามอย่างหนักทุกครั้ง โดยในปัจจุบันสัญญาดำเนินมาครบ 5 ปีแล้ว และส่วนที่ไม่ได้รับผลตอบแทนรวมถึงเงินต้นคือช่วงปีที่ 5 นี้ ซึ่งในส่วนของตนเองมีเงินค้างจ่ายอยู่จำนวนหลายแสนบาท

“ปีแรกเชื่อว่าทุกคนได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลงไว้ แต่พอเริ่มปีที่ 2-3 เริ่มมีการจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ หรือไม่จ่ายเลย เราก็เริ่มเอะใจ ต้องทวงถามอย่างหนักทุกครั้งกว่าจะได้ และได้ไม่ครบด้วย ของผมค้างอยู่หลายแสนบาทเหมือนกัน แต่ถือว่ายังดีกว่าคนอื่น เพราะจากการไปเจอผู้เสียหายเมื่อวาน บางคนไม่ได้รับเงินมา 2-3 ปีแล้วครับ”

ก่อนหน้านี้ ทางโครงการได้มีการออกเช็คสั่งจ่ายเงินคืนมาให้ แต่เมื่อนำไปขึ้นเงินกลับพบว่าเป็น “เช็คเด้ง” ตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีเรื่องเช็คไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดียวกันเมื่อพยายามติดต่อทางโครงการผ่านทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ ก็ไม่มีการรับสายหรือตอบกลับใดๆ อีก

มูลค่าความเสียหายและกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์

ปัจจุบัน มีกลุ่มนักลงทุนรายอื่นที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกันได้รวมตัวยื่นฟ้องร้อง จนกระทั่งบริษัทและโรงแรมแห่งนี้เข้าสู่ “ขั้นตอนถูกพิทักษ์ทรัพย์” โดยกรมบังคับคดีแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเรียกเจ้าหนี้ทั้งหมดไปรับฟังแผนประนอมหนี้

จากการนัดพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลในกลุ่มผู้เสียหายที่เพิ่งเจอกัน พบว่าเฉพาะมูลค่าความเสียหายของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แต่หากประเมินจากราคาห้องเฉลี่ยห้องละประมาณ 10 ล้านบาท และมีผู้เสียหายจำนวนหลักร้อยคน คาดว่ามูลค่าความเสียหายทั้งหมดอาจสูงกว่านี้

“จุดที่ทำให้ผมตัดสินใจออกมาโพสต์ คือเมื่อวานเราไปเจอผู้เสียหายเป็นร้อยคน ลองคิดดูว่าห้องหนึ่งราคาประมาณ 10 ล้านบาท ผมว่ามูลค่าความเสียหายรวมอาจจะไปถึงหลักพันหรือสองพันล้านบาทเลย บางคนไม่ได้รับชำระเงินมา 2 ปีแล้ว”

สำหรับชื่อของโครงการ นายตั๋มระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อเต็มของแบรนด์หรือบริษัทได้เนื่องจากความเสี่ยงทางข้อกฎหมาย แต่ให้ข้อมูลระบุตัวตนเบื้องต้นว่าเป็นโครงการที่ขึ้นต้นด้วย ตัวอักษร W ตั้งอยู่บริเวณหาดในหาน จังหวัดภูเก็ต

เงื่อนไขแผนประนอมหนี้ คืนเงินต้น 20%

นายตั๋ม ชี้แจงถึงรายละเอียดจากการสืบทรัพย์เบื้องต้นของกรมบังคับคดีพบว่า ลูกหนี้ (โครงการ) มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน โดยยังมีตัวโรงแรมและมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อื่น จึงถือว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ ไม่เหมือนกับเคสธุรกิจล้มละลายทั่วไป ทว่า ในแผนประนอมหนี้ที่ทางโครงการเสนอต่อกรมบังคับคดี กลับระบุเงื่อนไขว่าจะ ชำระคืนให้เพียง 20% ของเงินต้นที่ลงทุนไปเท่านั้น ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายไม่สามารถยอมรับข้อเสนอนี้ได้

“ในแผนประนอมหนี้ เขาบอกว่าจะชำระคืนแค่ 20% ของเงินต้นที่ลงทุนไป… จริงๆ เขามีความสามารถในการชำระหนี้ครับ ไม่เหมือนเคสอื่นที่ล้มละลาย แต่เขายังมีสินทรัพย์ มีโรงแรม และมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือที่อื่นอีก ทุกคนเลยรับข้อเสนอนี้ไม่ได้”

นอกจากนี้ ในบัญชีรายชื่อผู้ยื่นขอรับชำระหนี้ พบข้อสังเกตว่ามีรายชื่อของบุคคลในครอบครัว เพื่อนสนิท ตัวเจ้าของโครงการ รวมถึงบริษัทในเครือของโครงการเข้ามายื่นคำขอเป็นเจ้าหนี้ร่วมด้วย ซึ่งส่งผลให้มูลค่าหนี้โดยรวมสูงขึ้น

“ในกลุ่มผู้ยื่นขอรับชำระหนี้ มีครอบครัวเขา เพื่อนเขา ตัวเขาเอง หรือบริษัทในเครือของเขามายื่นเป็นเจ้าหนี้ด้วย ทำให้มูลค่าหนี้โดยรวมสูงขึ้นมาก กลายเป็นว่าต่อให้เรายอมรับแผนชำระหนี้ 20% เงินก็อาจจะไม่เหลือกลับมาถึงพวกเรานักลงทุนจริงๆ ซึ่งกฎหมายก็ทำอะไรไม่ได้ถ้าเขาอ้างว่าไม่มีจ่าย”

ถอดบทเรียนราคาแพง และยุทธศาสตร์การต่อสู้ชั้นเจ้าหนี้

ในส่วนของสัญญาร่วมลงทุน นายตั๋มระบุว่า ไม่มีข้อความระบุเงื่อนไขการจ่ายค่าปรับกรณีเกิดการผิดนัดชำระหนี้ไว้ มีเพียงคำพูดปากเปล่าจากทางโครงการในอดีตว่าจะชดเชยดอกเบี้ยให้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของครอบครัวในการตรวจสอบสัญญาและการกระจายความเสี่ยงอย่างละเอียด แม้สินทรัพย์นั้นจะจับต้องได้จริงก็ตาม

“ต้องดูให้ดีเลยครับถ้าจะไปลงทุนที่ไหน ต่อให้เราเช็คแล้วเช็คอีก ไปดูสถานที่จริงแล้วมั่นใจแค่ไหน มันก็มีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ส่วนตัวผมก็รู้สึกผิดที่เอาเงินสำหรับดูแลครอบครัวมาเสี่ยง แต่ก่อนหน้านี้เรามองว่าอสังหาริมทรัพย์มันปลอดภัยกว่าการเอาไปเล่นหุ้นครับ”

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ครอบครัวน้าต๋อยและกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งมีทีมทนายความร่วมอยู่ด้วย กำลังเร่งรวบรวมรายชื่อและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่นักลงทุนรายย่อยรายอื่นๆ เพื่อรวมคะแนนเสียงในการเข้าประชุมเจ้าหนี้ และใช้กระบวนการทางกฎหมายคัดค้านข้อเสนอที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ตอนนี้เราพยายามรวบรวมผู้เสียหาย ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อรวมเสียงกันไว้ เพราะถ้าเราโหวตสู้ไม่ผ่าน ทุกคนจะต้องจำยอมรับแผนประนอมหนี้ของเขาครับ” นายตั๋ม กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการข่าวประชาชาติธุรกิจ จะยังคงติดตามความคืบหน้าของกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์และแผนประนอมหนี้ของโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป