”วิลล่าภูเก็ต“ ขึ้นแท่นสินทรัพย์มั่งคั่ง ราคาเฉลี่ยพุ่งหลังละ 285 ล้าน ย่าน “ลายัน-บางเทา-กมลา” แพงสุด
“ไนท์ แฟรงค์” วิเคราะห์ตลาดวิลล่าภูเก็ต ยังเติบโต มียอดขาย 631 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.9% ส่วนทางคอนโดฯลดลง 24.8% ได้แรงหนุนดีมานด์กลุ่มมั่งคั่ง นักลงทุนต่างชาติ มองหาบ้านพักระยะยาวและสินทรัพย์เพื่อรักษาความมั่งคั่ง ดันราคาเฉลี่ย่วิลล่าพุ่ง สู่ระดับอัลตร้าลักเซอรี่ที่ 285 ล้านบาท “ลายัน-บางเทา-กมลา“ ร้อนแรงสุด
นายณัฎฐา คหาปนะ หุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการบริษัท ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเติบโตของกลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long-stay Residents) และความต้องการซื้อจากกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ตามแนวโน้มของตลาดเริ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างตลาดคอนโดฯ และตลาดวิลล่า โดยเฉพาะในกลุ่มวิลล่าระดับลักชัวรีที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ภาวะการแข่งขันในตลาดโดยรวมจะเพิ่มสูงขึ้น
“หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจของตลาดภูเก็ตในปัจจุบัน คือ ความแข็งแกร่งของตลาดวิลล่าระดับบน แม้ว่าภาพรวมตลาดจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่ความต้องการจากกลุ่มผู้ซื้อกำลังซื้อสูงยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิต การพักผ่อน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว”
จากข้อมูลพบว่าในปี 2568 ตลาดวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตมีอุปทานสะสมรวม 7,789 ยูนิต และมียอดขายใหม่ 631 ยูนิต เพิ่มขึ้น 12.9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตลาดคอนโดฯซึ่งมีอุปทานสะสม 42,061 ยูนิต มียอดขายใหม่ 4,455 ยูนิต ลดลง 24.8% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการซื้อในตลาดระดับบนยังคงแข็งแกร่ง แม้ผู้ซื้อในตลาดโดยรวมจะมีความระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อพิจารณาด้านราคาของตลาดวิลล่าระดับบนในภูเก็ตได้ก้าวเข้าสู่ระดับ Ultra Luxury อย่างชัดเจน โดยพื้นที่มีราคาขายเฉลี่ยสูงที่สุด
- ลายัน ประมาณ 285 ล้านบาทต่อยูนิต
- บางเทา 255.8 ล้านบาทต่อยูนิต
- กมลา 234.3 ล้านบาทต่อยูนิต
ถือเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับตลาดบ้านพักตากอากาศระดับบนในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก
“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดวิลล่าระดับ 200–300 ล้านบาทไม่ได้เป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยภูเก็ต โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สุทธิสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) นักลงทุนต่างชาติ และผู้ซื้อที่มองหาอสังหาฯ คุณภาพสูงเพื่อการถือครองระยะยาว”
ด้านทำเลที่มียอดขายวิลล่าสูงสุดที่สุดในปี 2568
- เชิงทะเล คิดเป็น 19.9%
- ป่าคลอก คิดเป็น 13.9%
- บางโจ คิดเป็น 13.4%
สะท้อนความต้องการซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายหาดและแหล่งไลฟ์สไตล์หลักของจังหวัด
ในขณะเดียวกันการพัฒนาโครงการใหม่เริ่มขยายตัวออกไปยังพื้นที่ ”ศรีสุนทร-ถลาง-บางโจ“ มากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านที่ดินและต้นทุนการพัฒนาที่ปรับตัวสูงขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งหลักของภูเก็ต
“ปัจจุบันภูเก็ตไม่ได้แข่งขันเพียงกับจุดหมายปลายทางภายในประเทศ แต่กำลังแข่งขันกับตลาดรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศระดับบนในภูมิภาคและทั่วโลก ผู้ซื้อจำนวนมากมองภูเก็ตเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นสถานที่สำหรับการอยู่อาศัย การลงทุน และการจัดสรรความมั่งคั่งในระยะยาว” นายณัฎฐากล่าว