เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สำรวจ ‘เบร็กซิต’ ผ่านไป 10 ปีเศรษฐกิจอ่อนแรง-การเมืองปั่นป่วน

27 มิ.ย. 2569 | 11:05น.

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ผ่านไป 10 ปีแล้ว สำหรับการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” (Brexit) ซึ่งส่งคลื่น “สั่นสะเทือน” ไปทั่วยุโรป จนทำให้เกิดความกังวลว่าอียูจะยังสามารถตั้งมั่นอยู่ได้หรือไม่ จะมีสมาชิกชาติอื่นเอาอย่างสหราชอาณาจักรไหม

วันที่ 23 มิถุนายน 2016 ชาวอังกฤษลงประชามติด้วยคะแนน 51.89% ออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งถือว่าฝ่ายที่ต้องการให้ออกชนะไปเพียงเฉียดฉิวเท่านั้น นับเป็นการลงประชามติที่สร้างความแตกแยกมากที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ ส่งผลให้ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นซึ่งรณรงค์ให้ “อยู่ต่อ” กับอียู ลาออกทันที

การจัดให้มีประชามติเกี่ยวกับการออกหรืออยู่ต่อกับอียู เป็นผลมาจากการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเรียกร้องให้ออกจากอียู เพราะเห็นว่าการเป็นสมาชิกอียู ทำให้อังกฤษขาด “อำนาจอธิปไตย” ของตัวเองในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานที่หลั่งไหลเข้ามาในอังกฤษมาก ซึ่งถูกมองว่าเข้ามาแย่งงาน นอกจากนั้นค่าเงินบำรุงสมาชิกอียูที่อังกฤษจ่ายค่อนข้างสูง ไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า

อีกทั้งยังมีประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าที่ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยเห็นว่า การอยู่ภายใต้อียูทำให้ขาดอิสระในการเจรจาและทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ

หลังจากมีมติให้ออกจากอียู ความวุ่นวายก็ตามมาอีกเกือบ 4 ปี เพราะต้องจัดทำรายละเอียด “กระบวนการ” ออกจากอียู ซึ่งต้องทำข้อเสนอให้เป็นที่พอใจของทั้งอียูและชาวอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะแล้วเสร็จและออกจากอียูได้อย่างสมบูรณ์ ก็วันที่ 30 มกราคม 2020

ซีเอ็นบีซีได้แจกแจงออกมาให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากเบร็กซิต ได้ส่งผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรอย่างไรบ้าง

ผลต่อเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร ไม่บูมตามที่คาดหวังหลังเบร็กซิต โดย นิโคลัส บลูม อาจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเมินว่า การออกจากอียู ทำให้จีดีพีสหราชอาณาจักรลดลง 6-8% เมื่อนับถึงปลายปี 2025 และเติบโตไล่ไม่ทันเศรษฐกิจโลก ซึ่งถึงแม้จะเกิดจากสาเหตุผสมผสาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการออกจากอียู ที่ใช้เวลา “ยืดเยื้อ” ยาวนาน ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด จนกระทบต่อเศรษฐกิจ

ผลต่อแรงงานอพยพ

ชาวอังกฤษที่ลงคะแนนให้ออกจากอียู ต้องการนำอำนาจการควบคุมผู้อพยพมาไว้ในมือ แต่หลังเบร็กซิตกลับเกิดผลที่ไม่ได้ตั้งใจ กล่าวคือ แรงงานจากชาติอียูเข้าสู่สหราชอาณาจักรน้อยลงและติดลบ เพราะระบบการเข้าเมืองตามนโยบายใหม่หลังเบร็กซิตของสหราชอาณาจักรลดโอกาสแรงงานจากอียู แต่แรงงานจากชาติ “นอกอียู” กลับพุ่งขึ้นแทน เพราะอังกฤษประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่จำนวนนักศึกษาต่างชาติก็เพิ่มขึ้น มีการขยายโครงการวีซ่าฉุกเฉินให้กับหลายประเทศ เช่น ยูเครน

ผลต่อค่าเงินปอนด์

ตัวบ่งชี้ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากเบร็กซิตก็คือ “ค่าเงินปอนด์” ซึ่งอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโรและดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังจากผลโหวตออกมา และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถคืนค่ากลับมาเท่าช่วงก่อนจะมีการลงประชามติ โดยอ่อนค่าลงราว 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเบร็กซิต ทั้งนี้นับจากเบร็กซิตค่าเงินปอนด์โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1.16 ปอนด์ต่อยูโร ลดลงจากช่วง 10 ปีก่อนหน้า ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 1.27 ปอนด์ต่อยูโร ทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน

ผลต่อตลาดหุ้น

ผลงานของดัชนี FTSE 100 ซึ่งเป็นหุ้นข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่แตกต่างและสวนทางกับดัชนี FTSE 250 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นของบริษัทภายในประเทศ โดยที่ FTSE 100 ทำผลงานโดดเด่นเหนือ FTSE 250 อย่างมาก ฉายให้เห็นภาพที่เงียบเหงาของตลาดทุนลอนดอน ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดหุ้นของสหราชอาณาจักรยังคงมี “รอยแผลเป็น” จากเบร็กซิตซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ตลาดหุ้นแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ผลทางการเมือง

ความปั่นป่วนหลังเบร็กซิต ทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 คน และกำลังจะเพิ่มเป็นคนที่ 7 เมื่อ “เคียร์ สตาร์เมอร์” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้ประกาศลาออก เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยหลังจาก เดวิด คาเมรอน ลาออกเพราะผลโหวตออกมาว่าชาวอังกฤษต้องการออกจากอียู เทเรซา เมย์ นายกฯหญิง ก็มารับหน้าที่แทนพร้อมกับภาระหนักหน่วงในการทำข้อตกลงเพื่อออกจากอียู แต่ข้อเสนอเพื่อออกจากอียูไม่เป็นที่ยอมรับของสภา เธอจึงลาออก รวมแล้วอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี

ถัดจากนั้น “บอริส จอห์นสัน” เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งเขาพาอังกฤษทำข้อตกลงออกจากอียูได้สำเร็จ แต่สุดท้ายต้องลาออก เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโควิดในช่วงล็อกดาวน์ รวมเวลาอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี 2 เดือน

ต่อมา เป็นนายกฯหญิงที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด 49 วัน นั่นก็คือ “ลิซ ทรัสส์” ซึ่งลาออก หลังจากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องงบประมาณของเธอที่ทำให้ตลาดพันธบัตรปั่นป่วน ทำให้ ริชี่ ซูนัค จากพรรคเดียวกันขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และสุดท้าย ริชี่ ก็ต้องออกไปโดยปริยายเมื่อพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปให้กับเคียร์ สตาร์เมอร์ จากพรรคแรงงาน รวมเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง 1 ปี 9 เดือน ขณะที่เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่เพิ่งประกาศลาออก อยู่ในตำแหน่งเพียง 2 ปี

ส่วนความกังวลที่ว่า เบร็กซิตจะทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะ “โดมิโน” หลายประเทศในอียู อาจเอาอย่างตามสหราชอาณาจักรนั้น สุดท้ายแล้วความกังวล“ไม่เป็นจริง” โดยข้อมูลจาก Bertelsmann Stiffung ซึ่งเป็นมูลนิธิอิสระของเยอรมนี ชี้ว่า ผลการสำรวจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ชาวอังกฤษมากกว่า 50% ยืนยันอย่างสม่ำเสมอว่าจะลงมติให้อังกฤษอยู่กับอียู หากมีการทำประชามติอีกครั้ง และล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 เสียงสนับสนุนยังคงอยู่ที่ 57%

ขณะที่พลเมืองอียู มีเพียง 18% เท่านั้นที่เชื่อว่าประเทศอื่นจะเอาอย่างสหราชอาณาจักร นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษหลังเบร็กซิต ซึ่งเสื่อมถอยอย่างมากใน 4 ด้านหลัก คือเศรษฐกิจ ทิศทางของประเทศ ความพอใจในประชาธิปไตย และมุมมองส่วนบุคคล สะท้อนว่าความหวังด้านบวกหลังเบร็กซิตพังทลายลงแล้ว