จับตา “สงครามค่าเงิน” ดอลลาร์สหรัฐ-หยวนจีน สะเทือนค่าเงินทั่วโลก เงินบาทไทยกระทบหนักแข็งค่าเร็ว-แรงกว่าประเทศอื่น ๆ 3 เดือนแข็งค่าถึง 11% สะเทือนเศรษฐกิจไทย ดร.พิพัฒน์- KKP เผย “บาทแข็ง” มากกว่า “ดอลลาร์อ่อน” กระทบเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเต็ม ๆ ทั้ง “ส่งออก-ท่องเที่ยว-เกษตร” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้บาทแข็งทุก 1% ทุบรายได้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านต่อปี ขณะที่ผู้ส่งออกแห่เทขายดอลลาร์ สมาคมคอนโดฯกังวลลูกค้าจีนชะลอโอนเหตุบาทแข็งต้องจ่ายแพงขึ้น ขุนคลังพบผู้ว่าฯแบงก์ชาติสัปดาห์หน้า
ขุนคลังพบผู้ว่าแบงก์ชาติ 3 ต.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทที่เร็วและแรงส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน กระทั่งเมื่อวันพุธที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกระบุว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ทำให้ความสามารถแข่งขันเรื่องส่งออกของประเทศเมื่อเทียบกับคู่ค้าแล้วไทยจะเสียเปรียบ
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า อยากจะเชิญชวน ธปท.มาทำงานร่วมกัน ระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง การดำเนินนโยบายการเงินควรมีการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งหากถอดหมวกแล้วมานั่งทำงานร่วมกันก็จะสามารถหาจุดร่วมที่นโยบายการเงินและการคลังไปด้วยกันได้ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ มีรายงานว่าวันที่ 3 ตุลาคม 2567 รมว.คลังมีภารกิจไปร่วมงานยกระดับเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลด้วยข้อมูล ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะได้มีโอกาสพบกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือร่วมกันถึงประเด็นทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาทและดอกเบี้ย
แข็งโป๊กแนวรับ 32.10 บาท
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) รายงานสถานการณ์ค่าเงินบาท เปิดตลาดช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน อยู่ที่ 32.45 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดสิ้นวันก่อนหน้าที่ระดับ 32.55 บาทต่อดอลลาร์
ขณะที่ห้องค้ากสิกรไทยรายงานว่า เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 31 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2565 และยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงนี้ โดยแนวรับสำคัญที่ 32.10 บาทต่อดอลลาร์
บาทแข็งมากกว่าดอลลาร์อ่อน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาเงินบาทแข็งค่ามีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก ปัจจัยแรก จากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า จากปัจจัยการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างไรก็ดี ช่วงหลังมานี้จะเห็นการแข็งค่าของเงินบาท มากกว่าที่เงินดอลลาร์อ่อนค่า
ถ้าดูช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่าค่าเงินดอลลาร์โดยเฉลี่ย อ่อนค่าลงมาแค่ 4% แต่เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 11% อันนี้ก็เป็นอาการที่บอกว่า ค่าเงินบาทเริ่มแข็งกว่าคนอื่นแล้ว
ผู้ส่งออกแห่เทขายดอลลาร์
ปัจจัยที่สอง “ผู้ส่งออกเทขายดอลลาร์” จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ส่งออกมีการเก็บดอลลาร์ไว้มาก ซึ่งเมื่อบาทเริ่มแข็ง คนที่ถือดอลลาร์อยู่ก็เริ่มขาดทุน จึงมีการขายกันออกมา และปัจจัยที่สาม มีเรื่องทองคำมาเกี่ยวข้อง โดยเมื่อดอลลาร์อ่อน ราคาทองต่างประเทศสูงขึ้น ก็จะมีการนำทองในประเทศส่งออกไปขาย ซึ่งก็จะมีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนอีก เพราะขายทองแล้วแลกกลับมาเป็นเงินบาท
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลักจากที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ กับดอกเบี้ยนโยบายของไทย มีส่วนต่างลดลงค่อนข้างเร็ว จากการที่เฟดลดดอกเบี้ยแรง 0.50% ทำให้ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น ผลจากฟันด์โฟลว์
กระทบเศรษฐกิจ-ฉุดแรงส่ง
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า 3-4 สาเหตุนี้ เป็นตัวเร่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นค่อนข้างเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบมหาศาล หนึ่ง คือเกษตรกร เพราะราคาสินค้าเกษตร อย่างเช่น ข้าว ที่อยู่ดี ๆ ราคาหายไปแล้ว 11% ภายใน 3 เดือน สอง ผู้ส่งออกกระทบแน่ คาดว่าในอีก 2-3 เดือน จะเริ่มเห็นยอดส่งออกได้รับผลกระทบ สาม การท่องเที่ยว อยู่ดี ๆ คนสหรัฐจองมาเที่ยวเมืองไทย ต้องจ่ายแพงขึ้น
“เศรษฐกิจได้รับผลกระทบแน่ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจและแรงส่งกระทบหมดทุกด้าน ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว เกษตร ภาคการผลิต”
สงครามค่าเงิน “จีน-สหรัฐ”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือป็น “External Shock” ซึ่งหลายประเทศก็เจอ แล้วก็เริ่มเห็นหลาย ๆ ประเทศลดดอกเบี้ย อาทิ อินโดนีเซีย ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์
“ที่สำคัญ กรณีจีนจะเห็นว่าพอเฟดลดดอกเบี้ยปุ๊บ จีนกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ผ่อนคลายนโยบายการเงินชุดใหญ่ ผมว่านี่คือสัญญาณ จากเดิมจีนไม่กล้าเพราะกลัวผลกระทบเรื่องค่าเงิน แต่ตอนนี้ผมมองว่า ใช้คำว่า Currency War (สงครามค่าเงิน) ได้เลย ทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อส่งออก ดังนั้น เมื่อประเทศต่าง ๆ ลดกันหมด แต่หากไทยไม่ลด ก็จะเหมือนยืนหัวโด่อยู่คนเดียว แล้วก็จะกลายเป็นเป้า”
ส่วนแนวโน้มเงินบาทจะแข็งค่าไปนานแค่ไหนนั้น ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เป็นเรื่องตอบยาก คงขึ้นกับเฟดเป็นหลักว่าจะลดดอกเบี้ยอย่างไร เช่น หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าที่ตลาดกังวล แล้วเฟดส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยแรง เงินดอลลาร์ก็จะกลับไปแข็งขึ้น ก็จะลดแรงกดดันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ได้ แต่หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแย่ สหรัฐเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยแรง ก็จะเป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนักของไทย
“ลดดอกเบี้ย” พร้อมแทรกแซง
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาที่ทำได้ มีทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง โดยนโยบายการเงิน ได้แก่ 1.การลดดอกเบี้ย เพื่อถ่างส่วนต่างกับดอกเบี้ยต่างประเทศให้เท่า ๆ เดิม แต่ปัญหาคือ เงินดอลลาร์ขยับเร็วมาก ดังนั้น ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวจึงอาจไม่ทัน 2.การเข้าไปแทรกแซง สามารถทำได้แต่จะมีข้อจำกัด เพราะหากแทรกแซงโดยไม่ลดดอกเบี้ย ก็จะกระทบงบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
“การแทรกแซงทำได้ ตราบใดที่เราเชื่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระยะสั้นเพื่อลดความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งผมคิดว่า ธปท.คงต้องทำมากขึ้น แต่ปัจจัยที่เกิดจากต่างประเทศ ผมว่าเรายันได้ไม่นาน ดังนั้น ถ้าทำแยกกัน คงไม่ Effective เพราะคงไม่สามารถไปแก้ Fundamental ที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกำลังหดลงมาเร็วมากได้ ถ้าไปแทรกแซงอย่างเดียวโดยไม่ลดดอกเบี้ยก็คงช่วยไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยให้เงินบาทชะลอการแข็งค่าได้ ผมว่าต้องลดดอกเบี้ยและแทรกแซงพร้อมกัน”
อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยก็อาจมีผลต่อสิ่งที่ ธปท. กำลังกังวลอยู่ก็คือ หนี้ครัวเรือน ดังนั้น ธปท. ก็คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะดำเนินการอย่างไร
ส่วนนโยบายด้านการคลังที่พอทำได้ก็คือ การช่วยลดแรงกดดันให้กับค่าเงิน ด้วยการเร่งใช้เงินลงทุนที่มีการนำเข้ามาก ๆ เพื่อใช้โอกาสที่เงินบาทแข็งในการเร่งนำเข้า อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้ช่วยในระยะยาวมาก เพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ทุก ๆ ประเทศก็เจอ
บาทแข็ง 1% ส่งออกวูบแสนล้าน
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทุก ๆ 1% อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของ Nominal GDP ทั้งนี้ แม้สภาวะเงินบาทที่ผันผวนจะไม่กระทบกลไกการตั้งราคาสินค้าส่งออกที่มักจะอยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ แต่คงต้องยอมรับว่าการแข็งค่าของเงินบาทอาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้ประกอบการ โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่มีรายได้ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ เพราะจะทำให้รายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นรายได้สกุลเงินบาทลดลง
และผลกระทบจะยิ่งชัดเจนขึ้น ในกรณีที่ผู้ส่งออกดังกล่าวพึ่งพิงวัตถุดิบจากในประเทศเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้กลไก Natural Hedge เพื่อบรรเทาผลกระทบได้ ตัวอย่างธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ ยางและพลาสติก รถยนต์ และการผลิตอาหาร
ฉุดออร์เดอร์ส่งออกถึงปีหน้า
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะมีผลต่อสภาพคล่องและกำไรของผู้ส่งออก เมื่อแปลงเป็นเงินบาท โดยสินค้าที่มองว่าจะกระทบ เช่น สินค้าเกษตร ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อาหาร รองลงมาเป็นกลุ่มสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยางล้อ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกต้องติดตามคำสั่งซื้อใหม่ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2567 และไตรมาสแรกปี 2568 ที่จะขายได้ยากขึ้น แข่งขันได้ลดลงเพราะราคาสินค้าแพงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้ยังประเมินว่าหากค่าเงินยังผันผวน จะทำให้การส่งออกไตรมาส 1 ปี 2568 มูลค่าหายไป 3,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มูลค่า 71,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น ผู้ส่งออกต้องปรับตัวประกันความเสี่ยง เจรจาผู้นำเข้าซื้อ-ขายในสกุลท้องถิ่น เป็นต้น
เอฟเฟ็กต์ใช้จ่ายนักท่องเที่ยว
ขณะที่นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น สมาคมยังมองว่าไม่กระทบภาคการท่องเที่ยวปี 2567 ทันที เนื่องจากส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวได้วางแผนการเที่ยวล่วงหน้าก่อนเดินทางไว้แล้ว แต่ในปี 2568 หรือในระยะยาว คาดว่าจะกระทบกับการตัดสินใจในการเลือกมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ประกอบกับการท่องเที่ยวในปัจจุบันเป็นลักษณะเดินทางด้วยตนเอง (FIT) ซึ่งจะควบคุมค่าใช้จ่ายการเดินทางเองทั้งหมด นักท่องเที่ยวที่มาไทยจะระมัดระวังการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น จากปัจจัยค่าเงินบาททำให้ราคาสินค้าจะแพงขึ้น จะกระทบทั้งกลุ่มอาหาร ค่าโดยสาร ที่พักโรงแรม ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของฝาก เป็นต้น
ต่างชาติชะลอโอนคอนโดฯ
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า เงินบาทแข็งค่ากำลังส่งผลกระทบต่อตลาดคอนโดมิเนียมในไตรมาส 4/67 เนื่องจากจะเป็นไตรมาสที่มีการก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จสูงที่สุดในปีนี้ จำนวน 86,052 ล้านบาท จึงเป็นข้อกังวลว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จทำให้เจ้าของโครงการพร้อมส่งมอบให้ลูกค้า แต่ปัญหาอยู่ที่ลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติจะรับโอนห้องชุดหรือไม่ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้ลดทอนกำลังซื้อลูกค้าคนไทย ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว กระทบต่อการตัดสินใจโอนของลูกค้าต่างชาติเช่นกัน
“เช่น กรณีลูกค้าจีน ซึ่งซื้อคอนโดฯไทย 45-50% ของลูกค้าต่างชาติในภาพรวม ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน บาทแข็งทำให้ค่าเงินหยวนเปลี่ยนแปลง 7-8% หมายความว่าตอนรับโอนคอนโดฯ ลูกค้าจีนต้องจ่ายแพงขึ้น 7-8% อาจทำให้ตัดสินใจชะลอการรับโอน จนกว่าค่าเงินจะเป็นประโยชน์กับผู้ซื้อต่างชาติ”
นายประเสริฐกล่าวว่า จึงเรียกร้องให้ภาครัฐและแบงก์ชาติ ทบทวนและแก้ปัญหาอัตราดอกเบี้ยแพง เพื่อผ่อนคลายปัญหาเงินบาทแข็งค่า ลดภาระประชาชนให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อีกทั้งจูงใจลูกค้าต่างชาติรับโอนคอนโดฯ เพื่อนำเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ เป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตยาวนานที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
กระทบราคาไก่ใน ปท.ร่วง
ด้านนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า จากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากว่า 10% ผู้ส่งออกมองว่ามีผลต่อรายได้ในรูปค่าเงินบาท คาดว่าหากสถานการณ์ค่าเงินยังแข็งค่าจนถึงสิ้นปี 2567 จะทำให้รายได้ส่งออกไก่หายไปประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท
และปัญหานี้ยังส่งผลต่อราคาไก่มีชีวิตในประเทศด้วย จากที่เคยขายได้ราคา 44 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันราคาลดลงเหลือ 40 บาทต่อ กก. ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 41-42 บาทต่อ กก. ทำให้เกษตรกรและตลาดค้าไก่ในประเทศเริ่มขาดทุน และยังกระทบไปยังผู้เลี้ยงและธุรกิจในห่วงโซ่ ขณะที่ตลาดส่งออกคู่แข่งสำคัญของไทย คือ บราซิล ปัจจุบันค่าเงินอ่อนลง 3-4% หากบราซิลลดราคาส่งออก ไทยก็ต้องลดราคาตามเพื่อดึงลูกค้า
ส่งออกข้าวไทยสู้ไม่ไหว
นางกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกกิตติศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่า 10% เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกข้าว เช่น เวียดนาม ค่าเงินแข็งค่า 3.7% อินเดีย แข็งค่า 0.6% และปากีสถาน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีค่าเงินแข็งค่าสูงที่สุด ซึ่งผู้ส่งออกข้าวไทยได้รับผลกระทบด้านราคาส่งออกข้าวทันที โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท จะทำให้ราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) เพิ่มขึ้นถึง 15 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่งอื่น ๆ
แม้ปี 2567 คาดว่าไทยจะส่งออกได้ 9 ล้านตัน เนื่องจากมีการซื้อ-ขายล่วงหน้าไปแล้ว แต่ยังต้องจับตาการส่งออกในปี 2568 หากเงินบาทยังแข็งค่าเชื่อว่าจะมีผลต่อการส่งออกข้าวไทย ประกอบกับ อินเดีย จะเริ่มมีการส่งออกเสรี จะทำให้ปริมาณข้าวเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นราว 10 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกอ่อนตัวลง และค่าเงินอินเดียที่อ่อนค่าลง จะทำให้ไทยแข่งขันราคาไม่ได้เพราะข้าวอินเดียจะถูกมาก
สินค้าถูกจีนทวีรุนแรง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่ากระทบอุตสาหกรรมที่ผลิตส่งออกไปขายต่างประเทศแน่นอน เพราะเมื่อแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นบาทแล้วได้มูลค่าที่ลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากที่สุด คือ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาง เป็นต้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นกลุ่มหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปขาย
แม้ไทยจะได้อานิสงส์จากการนำเข้า เช่น เครื่องจักร พลาสติก อะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ ซึ่งสอดรับกับการลงทุนพอดี ส่วนหนึ่งก็เป็นโอกาสและจังหวะที่ดีหากจะสั่งของเข้ามาเพื่อการลงทุนในช่วงนี้ แต่ก็ต้องระวังว่าสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงอีกหรือไม่ เพราะคนจะซื้อสินค้าที่นำเข้าได้ในราคาที่ถูกลง
ธปท.ยันดูแลลดผลกระทบ
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.ได้ชี้แจงว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมเข้าดูแลเมื่อเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากผิดปกติ เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเศรษฐกิจจริง