เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เอเซีย พลัส” คาด SET สิ้นปีแตะ 1,523 จุด รับเม็ดเงินไหลเข้า แนะ 7 หุ้นเด่น

08 ต.ค. 2567 | 16:41น.

บล.เอเซีย พลัส มอง SET ไตรมาส 4/67 มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 1,523 จุด รับเม็ดเงินไหลเข้าช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ และเม็ดเงินวายุภักษ์-TESG ช่วยพยุงตลาด แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง กำไรปีหน้าเติบโต มี ESG Rating สูง ได้แก่ BEM, GPSC, AOT, AP, BJC, PLANB, CBG

วันที่ 8 ตุลาคม 2567 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ประเมิน SET Index ไตรมาส 4/67 มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 1,523 จุด แม้ปัจจุบันต่างชาติยังคงทยอยขายสุทธิต่อเนื่องหลังดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ Fund Flow ไหลเข้าได้ในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้

ซึ่งหากกรณี Fund Flow ไหลเข้าอาจจะซื้อขายบน MEYG ที่แคบลงมาในระดับ -0.5SD หรือ MEYG 3.5% ตามกลไกจะหนุนให้ตลาดซื้อขายบน P/E ที่สูงขึ้น และหนุนดัชนีเป้าหมายปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 1,450 จุด เป็น 1,523 จุด ส่วนปี 2568 ฝ่ายวิจัยประเมิน ESP68F 98.8 บาทต่อหุ้น ภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายลด 1 ครั้งที่ 2.25% และอิง MEYG ที่ 3.8% (ค่าเฉลี่ยในอดีต) จะได้ดัชนีเป้าหมายที่ 1,633 จุด และถ้า กนง.ทยอยลดดอกเบี้ยเพิ่ม ก็จะช่วยผลักดันให้ดัชนีเป้าหมายขึ้นเป็น 1,700 จุด

“กลยุทธ์การลงทุน แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง กำไรปีหน้าเติบโต และมี ESG Rating สูง อาทิ BEM, GPSC, AOT, AP, BJC, PLANB, CBG”

ในมุมกำไรบริษัทจดทะเบียนช่วง 2H67 มีโอกาสเติบโตเด่น 27% YOY จากฐานกำไรช่วง 2H66 ค่อนข้างต่ำ 4.6 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยเฉพาะกำไรงวด 4Q66 ที่ต่ำเพียง 1.7 แสนล้านบาทหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ยังเห็น Bloomberg ค่อย ๆ ทยอยปรับประมาณการ EPS ปี 2567 และ 2568 ขึ้นเป็น 91.5 บาท/หุ้น และ 102.7 บาท/หุ้น ตามลำดับ

“มอง Fund Flow ต่างชาติ, เม็ดเงินวายุภักษ์, THAILAND ESG FUND เกิน 1.7 แสนล้านบาท เป็นส่วนสำคัญช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยในช่วง 4Q67 ให้มีโอกาสผันผวนน้อยลง”

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องติดตามไตรมาส 4 ได้แก่ 1) การเลืองตั้งสหรัฐ 2567 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. 67 เนื่องจาก ธีมการลงทุน POLICY PLAY มักเหวี่ยงไปตามผลสํารวจว่า พรรคใดจะครองเสียงคะแนนความนิยมมากกว่ากัน

2) ติดตามการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะ Fed เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิด Recession และมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจลงจอดแบบ Soft Landing

3) ผลพวงจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนครั้งใหญ่

4) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่มีโอกาสรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากนโยบายการตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อาทิ การเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วง Golden Week, การปรับโครงสร้างหนี้, โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2567  รวมถึงติดตาม กนง. จะลดดอกเบี้ยในวันที่ 16 ต.ค. หรือ 18 ธ.ค. เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทหรือไม่

“อัตราดอกเบี้ยโลกขาลง ความหวังที่สหรัฐอาจเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ขณะที่ลุ้นจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เอื้อต่อ Sentiment ในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง แนะทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานดี”

คุณธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์หุ้นต่างประเทศ มองว่า ในช่วงไตรมาส 4 นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน Sentiment ต่อตลาดหุ้น ทั้งในส่วนของ BOJ ที่จะมีประชุมในวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งน่าจะรอประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งใหม่เสร็จสิ้นไปก่อน ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจาก Unwind Carry Trade ลงได้ รวมทั้งแรงหนุนจากการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 17 ต.ค. หลังตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด นอกจากนี้ การที่ Fed ทำให้ตลาดเชื่อมั่นได้ว่าจะนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่ Soft Landing ได้สำเร็จ จะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในอดีตดัชนี S&P500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ถึง 15% ในระยะ 3-6 เดือนหลัง Fed ลดอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจจีนหลังผ่านช่วง Golden Week รวมทั้งความคืบหน้าในรายละเอียดของมาตรการ Stock Purchase และ Stock Buyback ทั้งนี้ หากทางการจีนมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่เพิ่มเติม (โดยเฉพาะภาคการคลัง) อาจทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าภาคเศรษฐกิจจริงจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะกลาง และทำให้มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ และเห็นการทยอยปรับประมาณการจีดีพี (GDP) และผลประกอบการ (Earnings) ขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดปรับขึ้นจากความคาดหวังเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดจีนในระยะอันใกล้นี้คือ ผลการเลือกตั้งสหรัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่นาย Donald Trump ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะสร้างความกังวลต่อสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น

”แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานดี รวมทั้งหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน“

คุณลัพธ์พร ปานะกุล ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ตลาดรอง คาดว่าตลาดตราสารหนี้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 นี้ Yield Curve ของไทยยังจะมีการเคลื่อนไหวแบบ Side-way Down จากการสำรวจของ ThaiBMA ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่ามีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งอาจเป็นรอบเดือนธันวาคมซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี โดยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านนี้เริ่มเห็น Flow การเข้าซื้อหุ้นกู้ระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะ Flow ต่างชาติที่เข้ามาซื้อตราสารหนี้อายุยาวในตลาดไทยมูลค่าเกือบ 48,000 ลบ. โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังถือว่าตราสารหนี้ในตลาดเป็นทางเลือกที่มั่นคงและปลอดภัย

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในช่วงนี้ เพิ่มดูเรชั่น (Duration) การลงทุนในตราสารหนี้ให้ยาวขึ้น เช่น 5-10 ปี โดยดูเรชั่น (Duration) คืออายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าปัจจุบันของกระแสดอกเบี้ยรับที่จะได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนจะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนในตลาดปรับตัวลดลง หรือกล่าวได้ว่ามีโอกาสขายทำกำไรได้ในอนาคตนั่นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SET เอเซีย พลัส