มนพร ยอมรับ คือ ตัวอักษร ม. แต่ไม่เกี่ยวข้องกับดิไอคอน สมัยเป็นประธานอนุฯ คุ้มครองผู้บริโภค แค่ตรวจสอบหลังมีผู้เสียหายร้องเรียนเปิดบิลยาสีฟัน แต่ภายหลังเจรจาดิไอคอนจบแล้ว
ที่รัฐสภา นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร สมัยที่แล้ว ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีกระแสข่าวถูกพาดพิงว่าเป็นบุคคลอักษรย่อ ม. ในกมธ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ สมัยที่แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดิไอคอน กรุ๊ป
โดยนางมนพร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2566 กมธ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ที่มีตนเป็นประธานขึ้นมาหารือเรื่องร้องทุกข์จากหญิงสาวคนหนึ่งที่ร้องเรียนว่าบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ชักชวนให้สมัครสมาชิกและซื้อสินค้า ซึ่งเป็นยาสีฟันจำนวน 211,115 บาท แต่กลับได้ยาสีฟันเพียงแค่ 50 หลอด โดยผลการดำเนินการของอนุ กมธ. พบว่าได้ส่งเรื่องให้สำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นตัวกลางในการดำเนินการไกล่เกลี่ย และทั้งคู่สามารถเจรจากันได้ โดยที่บริษัทดิไอคอน กรุ๊ป ได้คืนเงินทั้งหมด
นางมนพร กล่าวต่อว่า สำหรับ ตัวย่อ ม. สองตัวนั้น ม. ตัวแรกคงหมายถึงนายมานะ โลหะวณิชย์ อดีต สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย และ ม.ตัวที่สอง คือตนเอง
เมื่อถามว่า กมธ.ในขณะนั้นมีการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่ได้มีการดองหรือความพยายามทำให้มีการจบเรื่อง โดยที่ไม่มีการสืบสวนต่อใช่หรือไม่ นางมนพร ยืนยันว่า ไม่มีการดอง เพราะเราคิดว่า กมธ.ของสภา ทุกคณะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน เมื่อประชาชนเดือดร้อนต้องการเงินคืน เราก็เร่งรัดเพื่อเอาเงินคืนให้กับผู้ที่ร้อง ซึ่งเราได้ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน ภายหลังรับเรื่องร้องเรียน
เมื่อถามถึง เป้าหมายที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พยายามจะเชื่อมโยงพรรคเพื่อไทย นางมนพร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ในฐานะที่เป็น สส.ของพรรคเพื่อไทย ตนมองว่าคนที่ให้ข่าว เขายังไม่เข้าใจระบบ เพราะอำนาจของ กมธ.ไม่ใช่การเอาถูกหรือเอาผิด ซึ่งตอนนั้นตนเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่พรรค พปชร.เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องไปสืบค้นต่อว่า บริษัทนี้มีลักษณะฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องไปตรวจสอบด้วยว่า สินค้ามีคุณภาพหรือไม่ อย่างไร
เมื่อถามว่า ขณะนั้นได้มีคนติดต่อมาขอเคลียร์อะไรหรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ไม่มี พร้อมกล่าวติดตลกว่า อาจเพราะเห็นหน้าพวกตนก็คงไม่มีใครกล้ามาติดต่ออะไร ย้ำว่าตอนนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้าน
ถามย้ำว่า มองว่าเป้าหมายของการออกมาให้ข้อมูลเช่นนั้นคืออะไร นางมนพร กล่าวว่า ตนตอบแทนไม่ได้ แต่คนให้ข่าวคงรู้อยู่แก่ใจว่า ตอนที่เขาเป็นพรรครัฐบาล เหตุไฉนจึงปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นเรื้อรังจนทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอยู่อย่างนี้
ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม ซึ่งเคยเป็นผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย นั้น นางมนพร กล่าวว่า นายยุรนันท์ออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยนานแล้ว ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ส่วนการทำธุรกิจส่วนตัวก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับพรรคแต่อย่างใด
สำหรับกรณีเชื่อมโยงกลุ่มสามมิตร ซึ่งขณะนี้ย้ายมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย นางมนพร กล่าวว่า เรื่องนี้ตนทราบว่านายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไปแล้ว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา
“ปกติคนที่ไม่ดี ก็จะไปอ้างคนที่ดี เพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับการกระทำความผิดให้กับตัวเอง ฉะนั้น ต้องย้อนกลับไปดูว่า ตัวเองได้ทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง เราเป็นนักการเมือง เราต้องกล้ายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง และวันนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามคนที่กระทำความผิด รวมถึงกระทรวงการคลังก็ได้เร่งรัดการออกพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการหลอกลวง ด้วย“ นางมนพร กล่าว
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย มีเทวดาหรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า “ไม่มี มีแต่ สส. และผู้บริหาร พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ขอให้ย้อนกลับไปดูเทวดาของท่าน ไม่ต้องมาคิดถึงเทวดาของพรรคเพื่อไทย เทวดาคงอยู่บนท้องฟ้า”
เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินคดีกลับกับพรรค พปชร.หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ไม่ เพราะนักการเมืองจะไม่หาเรื่องประชาชน ทั้งนี้ ส่วนตัว ตนไม่รู้จักกับบรรดาบอสต่าง ๆ สักคน
ขณะที่ นายประเสริฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า การที่มีข่าวออกมาเช่นนี้ ตนคิดว่าไม่ให้ความเป็นธรรม สำหรับนายมานะ และนางมนพร เพราะตอนนั้นเราทำงานกันอย่างตรงไปตรงมาจนได้ข้อยุติ แต่หากรัฐบาลใส่ใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และดูแลเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น รวมถึงต้องไปดูในกระบวนการที่บกพร่องด้วยว่าเกิดจากอะไร เป็นความบกพร่องใน สคบ.หรือไม่