เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าครองชีพให้แล้วเอาคืนได้ไหม
Columns ค่าครองชีพให้แล้วเอาคืนได้ไหม
รัฐบาลย้ำมีเสถียรภาพ สั่งทุกกระทรวงไม่แยกทำงาน กำชับทีมดีลการค้าอย่าเสียเปรียบ 
Politics รัฐบาลย้ำมีเสถียรภาพ สั่งทุกกระทรวงไม่แยกทำงาน กำชับทีมดีลการค้าอย่าเสียเปรียบ 
นายกฯ ถก มิตซูบิชิ จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน ศึกษาตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าในไทย
Politics นายกฯ ถก มิตซูบิชิ จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน ศึกษาตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าในไทย
ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
Economic ส.อ.ท. จับตาภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ประสานพาณิชย์ประเมินผลกระทบรายสินค้า หนุนเจรจา ART รักษาขีดแข่งขันส่งออกไทย
‘ศุภจี’ ย้ำดีลสหรัฐไม่แลกผลประโยชน์ชาติ รับภาษี 301 ไทย 12.5% เร่งปิด ART-อุ้มผู้ส่งออก
Economic ‘ศุภจี’ ย้ำดีลสหรัฐไม่แลกผลประโยชน์ชาติ รับภาษี 301 ไทย 12.5% เร่งปิด ART-อุ้มผู้ส่งออก
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,000 บาท ทองรูปพรรณ 65,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ค. 69) ร่วงลง 1,000 บาท ทองรูปพรรณ 65,300 บาท
Honda Civic e:HEV เร้าใจ ด้วย S+ Shift
Automotive Honda Civic e:HEV เร้าใจ ด้วย S+ Shift
ชง กทม. เดินหน้าเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’ แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย
Real Estate ชง กทม. เดินหน้าเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’ แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย
ส่งออก มิ.ย. โต 20.8% สูงสุดรอบ 24 เดือน ‘อิเล็กทรอนิกส์’ นำทัพ ลุ้นครึ่งปีหลังฝ่าภาษีสหรัฐ
Economic ส่งออก มิ.ย. โต 20.8% สูงสุดรอบ 24 เดือน ‘อิเล็กทรอนิกส์’ นำทัพ ลุ้นครึ่งปีหลังฝ่าภาษีสหรัฐ
กล้องคอมแพ็กต์คืนชีพ
Columns กล้องคอมแพ็กต์คืนชีพ
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า รับเลือกตั้งสหรัฐ

06 พ.ย. 2567 | 19:01น.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า

ดอลลาร์แข็งค่ารับเลือกตั้งสหรัฐ หลังคาด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2024

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวนนี้ (6/11) ที่ระดับ 33.77/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/11) ที่ระดับ 33.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้น 19.2% สู่ระดับ 8.44 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ก.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.41 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 7.08 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือน ส.ค. ทั้งนี้ การนำเข้าในเดือน ก.ย.พุ่งขึ้น 3% สู่ระดับ 3.52 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกลดลงสู่ระดับ 2.68 แสนล้านดอลลาร์

ทางด้านสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการบริการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.0 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565 จากระดับ 54.9 ในเดือน ก.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 53.8

ในส่วนของรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสหรัฐเบื้องต้นในรัฐที่ปิดคูหาเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral vote) ไปแล้ว 267 คะแนน ขณะที่คามาลา แฮร์ริส แคนดิเดตจากพรรคเดโมแครต ได้ไป 214 คะแนน โดยผู้สมัครคนใดที่ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งถึง 270 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้

ซึ่งอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน เก็บชัยชนะใน 3 รัฐสมรภูมิ จาก 7 รัฐที่คาดว่าจะเป็นตัวตัดสินชี้ขาดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐ แม้ว่าการนับคะแนนยังคงดำเนินอยู่ แต่สื่อหลายสำนักรายงานว่า อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนแรกในรอบ 132 ปีที่จะได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แบบไม่ติดต่อกัน

หลังจากที่ผลการนับคะแนนเบื้องต้นบ่งชี้ว่า เขาชนะในรัฐนอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย และเพนซิลเวเนีย พร้อมกวาดคะแนนคณะผู้เลือกตั้งรวมจาก 3 รัฐนี้ไปได้ทั้ง 51 คะแนน ซึ่งก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้จะถูกตัดสินจากคะแนนเสียงของผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

และคะแนนเสียงจากรัฐสมรภูมิ ที่เรียกว่า Swing States หรือ Battleground States ซึ่งเป็นรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของทั้งพรรคดโมแครตและรีพับลิกัน โดยรัฐเหล่านี้มีอยู่ 7 รับ ประกอบด้วย แอริโซนา จอร์เจีย มิชิแกน เนวาดา นอร์ทแคโรไลนา เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน ซึ่งทั้ง 7 รัฐดังกล่าวมีคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง รวมกันมากถึง 93 เสียง

อย่างไรก็ตาม ผลการนับคะแนนในช่วงแรกแสดงให้เห็นว่า รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ทำผลงานอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ใน 7 รัฐสำคัญ โดยดอลลาร์แข็งค่าจากการคาดการณ์ที่ว่าทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

นักวิเคราะห์ระบุว่า ชัยชนะของทรัมป์จะเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินดอลลาร์ เนื่องจากแผนการปรับลดอัตราภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบในภาคการเงิน รวมทั้งการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน จะส่งผลกระทบต่อสกุลเงินเอเชีย และจะเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อดอลลาร์ในที่สุด

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่ามาตรการต่าง ๆ ของทรัมป์จะเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งตลาดจับตาการแถลงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันพฤหัสบดี (7/11) โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมครั้งนี้

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชยเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือ ต.ค.อยู่ที่ 108.61 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.83% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นมาจากราคาสินค้ากลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสดและผลไม้

ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้าได้มีการปรับสูงขึ้นเนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปี่อน ซึ่งมีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากภาครัฐมากกว่าปนี้ ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก

สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ย 10 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) สูงขึ้น 0.26% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ต.ค. 67 อยู่ที่ 105.26 หรือขยายตัว 0.77% โดยเฉลี่ย 10 เดือน สูงขึ้น 0.52% ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.55-34.18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 1.0848/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/11) ที่ระดับ 1.0892/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนักลงทุนคงจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0752-1.0892 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0758/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/11) ที่ระดับ 152.83/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/11) ที่ระดับ 152.18/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวในวันนี้ (6/11) ว่า ญี่ปุ่นมีเป้าหมายที่จะสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ เพื่อส่งเสริมความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงระดับทวิภาคีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 152.82-154.32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 154.03/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (7/11), สินค้าคงคลังในกิจการค้าปลีกไม่รวมธุรกิจยานยนต์เดือน ก.ย. (7/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนเดือน พ.ย. (8/11), แถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (8/11)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.80/-6.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.25/-1.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ