Skip to content

บูมถ่ายหนัง-ซีรีส์ ตปท.ในไทย อัดมาตรการเพิ่มเงินคืนสูงสุด 30%

19 พ.ย. 2567 | 06:15น.
บูมถ่ายหนัง-ซีรีส์ ตปท.ในไทย อัดมาตรการเพิ่มเงินคืนสูงสุด 30%
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้ผลิตภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยปีละประมาณ 400-500 เรื่อง โดยปี 2566 ที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศถึงประมาณ 6.6 พันล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลได้เดินหน้าสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ในต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยล่าสุด “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมหารือกับผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของสหรัฐ พร้อมให้ข้อมูลเรื่องสิทธิประโยชน์ให้ผู้ผลิตที่เข้ามาถ่ายทำในไทยว่า มีอัตราคืนเงินให้ผู้สร้างต่างประเทศสูงสุดถึง 30% เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์และสร้างรายได้เข้าประเทศ

เพิ่มเงินคืนสูงสุด 30%

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “จาตุรนต์ ภักดีวานิช” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งเสริมการให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ถึงแนวทางการส่งเสริมดังกล่าว ดังนี้

“จาตุรนต์” บอกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมของกองถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยมีจำนวนภาพยนตร์และซีรีส์เข้ามาถ่ายทำราว 400-500 เรื่อง ทุก ๆ ปี สร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท

โดยในปี 2567 นี้คาดว่าจะมีภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสร้างรายได้มากกว่า 7 พันล้านบาท แนวโน้มนี้สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมในการรองรับกองถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดใหญ่ของประเทศไทย และความเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในระดับภูมิภาค

“ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น จึงมีแผนเพิ่มวงเงินการขอคืนเงินตามมาตรการอินเซนทีฟ หรือ Incentive Measures ให้กับผู้ที่จะเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุดถึง 30% จากเดิมที่สูงสุดแค่ 20% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้ามาถ่ายทำในไทยเพิ่มขึ้น”

ย้ำจ่ายคืนแบบขั้นบันได

“จาตุรนต์” ให้ข้อมูลว่า กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (TFO Thailand Film Office) หน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างแรงจูงใจให้กับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ตามมาตรการ Incentive ในรูปแบบ Cash Rebate

โดยมาตรการ Incentive ในรูปแบบ Cash Rebate หรือการคืนเงิน ตามประกาศกรมการท่องเที่ยว เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับการขอรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ว่าบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีการใช้จ่ายสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป และเข้าเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กำหนด สามารถรับเงินคืนสูงสุดร้อยละ 20 (จำกัดเพดานไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อเรื่อง)

ล่าสุด กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ ได้ทบทวนและเสนอปรับเรื่องของอินเซนทีฟที่ให้เป็น 15-30% โดยเป็นการคืนในรูปแบบ Cash Rebate หรือคืนเงินให้เลย

พร้อมทั้งมีการปรับปรุงเงื่อนไขการใช้มาตรการเพิ่มเติม โดยคิดเป็นขั้นบันได ได้แก่ ลงทุน 50 ล้านบาทขึ้นไปจะได้รับเงินคืนในสัดส่วน 15% ลงทุนเกิน 100 ล้านบาท ได้รับเงินคืน 20% ลงทุนเกิน 150 ล้านบาท ได้รับเงินคืน 25%

และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ลดเงื่อนไขการถ่ายทำเมืองรอง จากเดิมต้องถ่ายทำเมืองรองไม่ต่ำกว่า 50% ของเวลาที่ถ่ายทำในเมืองไทย เป็นไม่ต่ำกว่า 20% ได้สิทธิรับเงินคืน 3% หรือหากมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการหลังการถ่ายทำ (Post-Production) จากให้คืนเงิน 2% เพิ่มเป็น 3% และกรณีมีการจ้างบุคลากรหลักของไทยเป็นคณะทำงานในกองถ่าย ให้เงินคืนเพิ่มจากเดิม 3% เป็น 5% เป็นต้น

“สาระสำคัญอีกอันหนึ่งคือ เดิมเมื่อปี 2560 เรากำหนดอัตราลงทุนสูงสุดไว้ที่ 65 ล้านบาท และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2565 ขยายเพดานเงินลงทุนเป็น 150 ล้านบาท รอบนี้เราปลดล็อกเพดาน โดยเปิดให้ลงทุนเท่าไหร่ก็ได้สิทธิรับเงินคืนตามเงื่อนไขได้เลย”

พร้อมประกาศใช้ต้นปี 2568

อธิบดีกรมการท่องเที่ยวบอกด้วยว่า ปัจจุบันแผนงานดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนรอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ หลังจากผ่านบอร์ดภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.).เพื่อพิจารณาอนุมัติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ทั้งนี้ ตั้งเป้าผลักดันให้แล้วเสร็จหรือประกาศใช้ได้ในช่วงต้นปี 2568

“เราเพิ่งไปออกคูหานิทรรศการในงาน American Film Market 2024 : AFM 2024 ซึ่งเป็นงานตลาดซื้อ-ขายภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นงานเทศกาลภาพยนตร์ที่สำคัญงานหนึ่งของโลก เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เพื่อประชาสัมพันธ์สถานที่ถ่ายทำที่มีคุณภาพ ศักยภาพของทีมงานชาวไทย”

รวมถึงประชาสัมพันธ์สิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ในการรองรับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และได้ให้ข้อมูลมาตรการจูงใจอัตราใหม่ให้กับผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่ ๆ ในสหรัฐอเมริกาไปเรียบร้อยแล้ว

พร้อมระบุว่า สหรัฐอเมริกานับเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทย โดยในปี 2567 นี้มีผู้ผลิตภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย 28 เรื่อง สร้างรายได้ราว 780 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2567)

การออกคูหานิทรรศการในงาน AFM 2024 นั้นน่าจะทำให้มีคณะถ่ายทำภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมงาน สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 1,500 ล้านบาท

ปี’67 จ่ายเงินคืนกองถ่าย 500 ล้าน

“จาตุรนต์” ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในปีงบประมาณ 2567 มีตัวเลขยอดเงินคืนกองถ่ายทำหนังต่างประเทศ จากมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Incentive Measures) รวมกว่า 509 ล้านบาท จากภาพยนตร์ 15 เรื่อง

อาทิ ภาพยนตร์ไซไฟโลกอนาคต The Creator ซีรีส์ภาคต่อชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา S.W.A.T. Season 6 ภาพยนตร์ฉลามยักษ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วโลก Meg 2 : The Trench ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ที่ถ่ายทอดความสวยงามของเมืองภูเก็ต Mother of the Bride และมินิซีรีส์ดราม่าตลกแนวประวัติศาสตร์ The Sympathizer

ทั่วโลกแข่งอัดอินเซนทีฟ

ทั้งนี้ มองว่ามาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Incentive Measures) นั้นเป็นหนึ่งในมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้มากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ สร้างงานให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง สามารถกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น

รวมถึงผลักดัน Soft Power วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยไปสู่สายตาผู้ชมภาพยนตร์ทั่วโลก และเกิดการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่อไป

“จาตุรนต์” บอกด้วยว่า หลายประเทศทั่วโลกก็มีมาตรการจูงใจเพื่อดึงผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามาถ่ายทำในประเทศของตนเช่นกัน เช่น ฮังการี ฝรั่งเศส ที่จัดทำในรูปแบบ Tax Rebate ออสเตรเลีย สเปน อังกฤษ มีมาตรการในรูปแบบ Tax Credit ส่วน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไอซ์แลนด์ อินเดีย กรีซ ที่มีมาตรการในรูปแบบ Cash Rebate เช่นเดียวกับประเทศไทย