คอลัมน์ : นอกรอบ ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
การกลับมาดำรงตำแหน่งของ “โดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลัทธิกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการนำภาคการผลิตกลับประเทศ การเพิ่มภาษีศุลกากร และการควบคุมเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เรียกร้องให้มีการทบทวนกลยุทธ์อย่างลึกซึ้งและรอบคอบ
จากการดำรงตำแหน่งครั้งแรกของทรัมป์ในครั้งนี้ แตกต่างไปจากครั้งก่อน โดยในปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐ และจีน และการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อเส้นทางการค้าและการลงทุน
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสำคัญอย่างอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีที่สูงขึ้นและการแข่งขันในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น
คำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องตอบคือ จะปรับตัวอย่างไรกับโลกที่มีผู้นำคนเดิม แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไม่คุ้นชิน ประเทศไทยจะสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นได้หรือไม่ ?
อาเซียน : ความหวังท่ามกลางความท้าทาย
นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2018 อาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างโดดเด่น โดยยังคงรักษาบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของการนำเข้าสินค้าจากจีนและสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความสำคัญของภูมิภาคนี้ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
ประเทศในอาเซียนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางการค้าโดยการกระจายสินค้าส่งออก ขยายตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อลดต้นทุน ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains) และนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศที่ยืดหยุ่นยังสนับสนุนศักยภาพในการปรับตัวของอาเซียน ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ แต่ยังเพิ่มความน่าดึงดูดใจของภูมิภาค สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
สำหรับประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของอาเซียน มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากพลวัตเหล่านี้ โดยอาศัยนโยบายการค้าที่มีความยืดหยุ่น ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง สามารถยกระดับบทบาทของตนในระบบการค้าในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางการที่ผู้เล่นในเวทีโลกกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากจีน
จากวอชิงตันสู่กรุงเทพฯ
การกลับมาดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้งเป็นสัญญาณการกลับสู่นโยบายที่คุ้นเคย เช่น สงครามการค้าและมาตรการกีดกันการค้า แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลงในพันธมิตร ภาษีศุลกากร และพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์
ในยุค “ทรัมป์ 2.0” อัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากจีนและประเทศอื่น ๆ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภาษีสินค้าจากจีนอาจสูงถึง 60% และสินค้าจากประเทศอื่น ๆ 10-20% มาตรการเหล่านี้อาจชะลอการค้าโลก และนำไปสู่การทะลักของสินค้าจีนที่มีราคาต่ำกว่าเข้าสู่ตลาดไทย การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์
ทั้งนี้ สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 มูลค่าส่งออกไปสหรัฐอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.54% จากปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐอาจกำหนดภาษีต่อประเทศที่เกินดุลการค้า โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 11 อาจเป็นเป้าหมายการเผชิญหน้าสถานการณ์นี้ จะผลักดันให้ไทยต้องปรับกลยุทธ์การส่งออกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐ
ทิศทางใหม่ของการลงทุนในเศรษฐกิจโลก
การผลักดันของทรัมป์ให้ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ อาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไทยลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงาน และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม และยังอาจจำกัดการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของไทยในการขยายฐานการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ประเทศไทย บริษัทที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจมองประเทศไทยเป็นจุดหมายทางเลือก ด้วยการเสริมสร้างนโยบายการลงทุน ปรับปรุงกรอบกำกับดูแล และส่งเสริมในฐานะ “ศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน” ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนเหล่านี้และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้
การปรับตัวเชิงรุกในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนของการค้าโลก
โอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายโลก
นโยบายการค้าของสหรัฐ ภายใต้การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสสำหรับประเทศไทย ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย แต่ก็เปิดโอกาสให้กับการส่งออกทดแทนและการลงทุนใหม่ ๆ
ด้วย 4 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ คือ
1.กระจายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ : ลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม เช่น สหรัฐ และจีน
2.ดึงดูดการลงทุนใหม่ : ด้วยการให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้า จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชั้นนำในอาเซียน
3.ใช้ประโยชน์ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ : ท่าทีที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดการค้าและการลงทุนจากผู้เล่นระดับโลกที่หลากหลาย
4.ส่งเสริมการบูรณาการทางเทคโนโลยี : การลงทุนในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการบูรณาการในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกด้านเทคโนโลยีเกิดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิทัศน์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความเป็นกลางและเสถียรภาพทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาประเทศเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
นอกจากนี้ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เกษตรกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และนำกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการเสริมสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก