คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ ประชาชาติ
นโยบายแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคใหญ่ในการเลือกตั้ง แทบทุกพรรคมีนโยบายแก้รัฐธรรมนูญ
ก่อนเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยโฆษณาต่อโหวตเตอร์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกจะคิกออฟเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ
แต่การประชุมนัดแรกมีมติตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หาทางออกว่าจะทำประชามติกี่ครั้ง แต่ละครั้งจะตั้งคำถามให้ประชาชนโหวตอย่างไร สุดท้ายลงเอยที่การทำประชามติ 3 ครั้ง
ครั้งแรก ก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 หรือไม่
ครั้งที่สอง ภายหลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ครั้งที่สาม ภายหลังการยกร่างธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ
และที่ประชุม ครม.ในรัฐบาลเศรษฐาก็เห็นชอบให้ทำประชามติ 3 ครั้ง แต่ระหว่างนั้นก็มีประเด็นแทรก คือการแก้กฎหมายประชามติที่จะใช้ในการทำประชามติ โดยปลดล็อกเสียงข้างมาก 2 ชั้น มาเป็นชั้นเดียว เพราะขืนให้ทำประชามติเสียงข้างมาก 2 ชั้น รัฐบาลเกรงว่าจะไม่ผ่าน
สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้แก้กฎหมายเหลือการใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว แต่ปรากฏว่าที่ประชุมวุฒิสภาไปปรับแก้กฎหมายให้กลับไปเป็นเสียงข้างมาก 2 ชั้น สุดท้ายสภาบน สภาล่างตกลงกันไม่ได้ เห็นคนละทาง ต้องแขวนร่างกฎหมายประชามติไว้ 180 วัน
เบ็ดเสร็จถ้าจะทำประชามติ 3 ครั้ง กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญจบไม่ทันรัฐบาลเพื่อไทยแน่นอน จึงมีการชงให้ทำประชามติ 2 ครั้ง ตัดประชามติครั้งที่หนึ่งออกไป เพื่อร่นระยะเวลา โดยเป็นข้อเสนอตั้งแต่ช่วงต้นปี 2567 มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล
ทว่าประธานรัฐสภา-วันมูหะมัดนอร์ มะทา ไม่กล้าบรรจุวาระ เพราะเดิมทีคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายทักท้วงว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 ที่ระบุว่า
“รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
เพราะหากตัดการทำประชามติครั้งที่หนึ่งออกจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุด คณะกรรมการฝ่ายกฎหมายของรัฐสภามีมติ 8 ต่อ 4 พลิกไป ประธานรัฐสภาบรรจุวาระร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256
ประธานวันนอร์ขอดูรายละเอียดก่อนบรรจุวาระ เนื่องจากอาจจะมีร่างแก้ไขของพรรคการเมืองอื่นด้วย ซึ่งจะพิจารณาไปพร้อมกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในวันที่ 14-15 มกราคม 2568
ประธานรัฐสภาถอดสลักของตัวเองแล้ว โดยให้บรรจุวาระให้มี ส.ส.ร. แต่แกนนำพรรคเพื่อไทยประเมินว่า แม้ประธานรัฐสภาจะยอมบรรจุวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เปิดทางให้มี ส.ส.ร.
แต่จนแล้วจนรอด ก็จะมี สส.บางพรรค สว.บางสาย ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอยู่ดี จับตาดูว่าจะมี สส.-สว.ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
เกมชุลมุนแก้กฎหมายประชามติยังไม่จบ เกมแก้รัฐธรรมนูญยังไม่คืบหน้า เพราะทุกฝ่ายก็รู้ไส้รู้พุงกันว่า กระบวนการยุ่ง ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติ จนถึงชงแก้กฎหมายประชามติ
สะท้อนว่าฝ่ายไหนที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ