ธปท.เผยเศรษฐกิจ พ.ย. ชะลอตัว ชี้การบริโภคหมดแรงหนุนเงินโอนภาครัฐ
ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนชะลอตัว หลังเร่งตัวไปก่อนหน้า ผลมาตรการเงินโอนภาครัฐ ชี้ การบริโภคเอกชน-การลงทุนภาคเอกชนหดตัว ส่วนรายรับท่องเที่ยวลดลง -2.3% เหตุคนรัสเซียอยู่ยาวน้อยลง ส่วนส่งออกขยายตัว 3% ด้านค่าเงินบาทเฉลี่ยอ่อนค่า 3.1% หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยน้อยลง พร้อมเกาะติดนโยบายการค้า-มาตรการภาครัฐ-ภาคผลิตยังเผชิญแรงกดดัน
นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนพฤศจิกายน 2568 ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า หลังจากดัชนีหลายตัวเร่งตัวไปก่อนหน้า และผลจากเงินโอนของภาครัฐ ซึ่งมองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ แต่ภาคการผลิตยังถูกกดันจากการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลต่อรายได้ภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบางอยู่ รวมถึงยังต้องติดตามนโยบายเศรษฐกิจประเทศหลัก หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และมาตรการภาครัฐที่จะทยอยออกมา
ทั้งนี้ ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนในเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง -0.4% จากทุกหมวดสินค้าหลัก แม้ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์และรถกระบะจะปรับดีขึ้น แต่ยังไม่สูงมาก อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 จากภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นตามสถานการณ์น้ำท่วมที่คลี่คลาย และมาตรการกระตุ้นภาครัฐ
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ปรับลดลง -1.8% ตามเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการนำเข้าสินค้าทุน อย่างไรก็ดี มีสัญญาณเป็นบวกหมวดเครื่องจักรอุปกรณ์ในประเทศ โดยรวมส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนปรับดีขึ้นแต่อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับภาคการท่องเที่ยว จะเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 3.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ 2.7 ล้านคน ซึ่งหากรวมจำนวนนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นปี-วันที่ 22 ธันวาคม 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 34.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.2% โดยเพิ่มขึ้นทุกสัญชาติ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวปรับลดลง -2.3% เป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่อยู่ระยะยาวปรับลดลง
ส่วนภาคการส่งออกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ 3% มาจากหมวดยานยนต์ที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นไปในประเทศออสเตรเลียและอาเซียน สินค้าเกษตรแปรรูปไปจีน แต่มีบางหมวดที่ปรับลดลง โดยรวมส่งผลให้ดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมปรับลดลง -2.0% จากเดือนก่อน ในหมวดยานยนต์ แม้ว่าการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการใช้สต๊อกเดิมแทนการผลิตใหม่ เนื่องจากมีเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่มีความเข้มงวด ซึ่งยังกดดันตลาดรถยนต์
ตลาดแรงงานทรงตัวทั้งภาคบริการและภาคการผลิต โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มขึ้นในภาคบริการและอาหาร แต่ภาคการค้าและยานยนต์ปรับลดลง ส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานมาตรา 38 รายใหม่เดือนพฤศจิกายนลดลงทุกสาขา ทั้งการค้าและภาคการผลิต อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้ว่างงานสะสมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันยังคงเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าคนที่ว่างงานในอดีตยังไม่ได้มีงานทำ
ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งจ่ายประจำและลงทุนปรับเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางปรับเพิ่มขึ้น 2.8% และรายจ่ายลงทุนขยายตัว 79.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนจากงบประมาณที่ล่าช้า ส่วนรายจ่ายรัฐวิสาหกิจขยายตัว 0.7% ตามการเบิกจ่ายโครงการคมนาคม สะท้อนว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.95% จากเดือนก่อน 0.83% มาจากราคาพลังงานมีผลมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนที่มีมาตรการอุดหนุน และเงินเฟ้อหมวดอาหารสดปรับลดลงจาก 1.63% มาอยู่ที่ 0.24% ตามราคาผักที่ปรับลดลงตามอากาศที่ปรับดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 0.80% จาก 0.77% มาจากราคาเครื่องประกอบอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งต้นทุนของผู้ประกอบการ
ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤศจิกายนเกินดุลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์ และหากรวมตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดช่วง 11 เดือนของปี 2567 เกิดดุลอยู่ที่ 9,400 ล้านดอลลาร์
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนในเดือนพฤศจิกายนเฉลี่ยอ่อนค่าลง 3.1% ตามการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ปรับลดดอกเบี้ยน้อยลง ภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง รวมถึงเงินบาทถูกกดันจากมาตรการกีดกันทางกาค้าที่สหรัฐจะมีต่อจีน และประเทศอื่น ๆ
ซึ่งไทยมีความเชื่อมโยงกับจีนทั้งการค้าและท่องเที่ยว ทำให้เงินบาทอ่อนค่านำประเทศอื่น และในช่วงเดือนธันวาคม จะเห็นว่าในช่วงครึ่งแรกของเดือนเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการปรับนโยบายการเงิน และครึ่งหลังของเดือนธันวาคมเงินบาทกลับมาอ่อนค่าตามเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจากการส่งสัญญาณการปรับดอกเบี้ยจาก 4 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง
“เศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนโดยรวมชะลอลง และมองไปข้างหน้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามภาคการส่งออกสินค้า แม้ว่าเดือน พ.ย.-ธ.ค. 67 ตัวเลขส่งออกจะออกมาดีกว่าคาด แต่ไม่ได้เขียวทุกตัว และยังมีประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการค้า ซึ่งจะต้องจับตาผลกระทบ
ขณะที่ผลจากเงินโอนของภาครัฐแม้ว่าจะมีผลกระตุ้นการบริโภคในเดือนที่ผ่านมา แต่หากมองไปข้างหน้าจะต้องดูว่าการแจกกลุ่มไหน และพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นอย่างไร ส่วนการปรับค่าจ้างเกิดขึ้นทุกปี ซึ่งของไทยค่อนข้างยืดหยุ่น”