เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

จับตา กฎหมายแบงก์-ค่ายมือถือ ร่วมรับผิดมิจฉาชีพ รวมโซเชียลมีเดีย ? 

03 ม.ค. 2568 | 14:12น.
โจรไซเบอร์

ดีอีดันแก้กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์เสร็จปีนี้ บีบแบงก์-ค่ายมือถือ ร่วมรับผิดชอบกรณีปล่อยปละให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์ เพิ่มโทษโจร คืนเงินเหยื่อ จับตา พ.ร.ก.ฉบับแก้ไขครอบคลุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียร่วมรับผิดชอบหรือไม่ 

“ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความคืบหน้าและเจาะประเด็นสำคัญของกฎหมายมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2568 นี้ มีความมุ่งมาดเพื่อแก้ไขปัญหามิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดในประเทศ

หลังค้างคามาหลายเดือนสำหรับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยมีส่วนสำคัญคือแนวทางคืนเงินให้เหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ และการดึงเอาสถาบันการเงิน/ธนาคาร และค่ายมือถือ ซึ่งเป็นต้นทางที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ในหลอกลวงและโอนเงิน ร่วมรับผิดชอบหากพบว่าปล่อยปละให้อาชญากรใช้งานซิม-บัญชีธนาคาร

ล่าสุดมีรายงานว่าร่าง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่านขั้นตอนกฤษฎีกา และกำลังกลับเข้ามาพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยก่อนหน้านี้ ว่า การปรับแก้กฎหมายนี้มีความสำคัญมาก ทั้งในแง่การเพิ่มโทษอาชญากรรมและการเปิดทางให้มีการคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงลงทุน ปัจจุบันมีทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้จากโจรไซเบอร์กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ยังไม่สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้ เนื่องจากการดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด หรือยังติดขัดข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัย

ดังนั้น กฎหมายดังกล่าวจึงต้องเร่งทำในระดับ “พระราชกำหนด” ไม่ต้องผ่านรัฐสภา จึงจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขใน พ.ร.ก.ฉบับเดิม และผ่านแค่คณะรัฐมนตรีไปก่อน ส่วนจะทำเป็นพระราชบัญญัติต่อไปให้ขึ้นอยู่กับสภา

เมื่อแก้ไขข้อกฎหมายเดิมแล้ว จะมีการเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงซิมผี บัญชีม้าด้วย โดยมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องและคนร้ายในอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี

นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ให้อำนาจการระงับ หรือยกเลิกการใช้ซิม หรือการสื่อสารต้องสงสัย ซึ่งทั้งค่ายมือถือ และธนาคาร ล้วนมีมาตรการในการตรวจสอบแล้ว เช่น ฝั่งค่ายมือถือหากพบว่ามีเบอร์โทร.ออกมากกว่า 100 ครั้ง จะระงับไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบ

ดังนั้น ส่วนที่สำคัญคือการ “เพิ่มความรับผิดชอบ” ของสถาบันการเงินหรือธนาคาร ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตลอดจนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ในความเสียหายของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงออนไลน์

“กรณีของธนาคาร หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีการปล่อยปละให้เปิดบัญชีม้า หรือการกระทำใด ๆ ที่เอื้อให้โจร ก็อาจจะต้องให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย 100% แต่หากทำให้เห็นว่าป้องกันแล้วก็ยังเกิดเป็นช่องทางให้โจรใช้ ก็ขึ้นอยู่กับศาลท่านว่าจะให้ธนาคารชดใช้อย่างไร”

ความรับผิดร่วมกัน ธนาคาร-ค่ายมือถือ รวมโซเชียลมีเดียหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับกฎหมายร่วมรับผิดชอบของธนาคาร-ผู้ให้บริการมือถือของสิงคโปร์ หรือ Shared Responsibility Framework (SRF) ที่ประกาศใช้ไปเมื่อ 16 ธ.ค. 2567 กรอบนี้จะกำหนดให้สถาบันการเงินและบริษัทโทรคมนาคมมีส่วนรับผิดชอบแบบ Waterfall Approach คือธนาคารและสถาบันการเงินมีหน้าที่หลักในการชดเชยเหยื่อ เนื่องจากเป็นผู้จัดการเงินของลูกค้าโดยตรง บริษัทโทรคมนาคมทำหน้าที่เป็นผู้ตอบสนองรอง ซึ่งรับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการหลอกลวงเหล่านี้ เช่น การส่ง SMS 

เงื่อนไขที่ธนาคารต้องดำเนินการตามขั้นตอนมีอยู่ 5 อย่างสำคัญ ได้แก่

  1. ตรวจจับธุรกรรมที่น่าสงสัย เพื่อป้องกันการหลอกลวง
  2. หยุดธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
  3. แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เมื่อตรวจพบกิจกรรมผิดปกติในบัญชี
  4. ให้ความรู้ผู้ใช้งาน
  5. จัดการระบบความปลอดภัย 

บริษัทโทรคมนาคมต้องทำ 3 อย่างคือ 

  1. กรองข้อความที่เป็นสแปมหรือปลอมแปลง
  2. ปิดกั้นลิงก์ที่น่าสงสัย ที่อาจนำไปสู่เว็บไซต์ฟิชชิ่ง
  3. ตรวจสอบและอัพเดตระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันการกระทำผิดทางไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อธนาคารและค่ายมือถือทำตามเงื่อนไขข้างต้นแล้ว ยังต้อง “พิสูจน์” การหลอกลวง ที่คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร

ส่วนสุดท้ายที่กรอบ SRF ของสิงคโปร์ไม่มีคือ การนำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาร่วมรับผิดชอบ อาจด้วยไม่ใช่ผู้ที่จัดการการเงินของลูกค้าโดยตรง แต่ถือว่าเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการยิงโฆษณาและหลอกลวงประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม 

การเอาผิดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่การดึงแบงก์และค่ายมือถือมารับผิดรับชอบโดยตรง มีเจ้าภาพคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 

จึงต้องจับตาต่อไปว่า พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ฯ ฉบับแก้ไขใหม่นี้ จะจัดวางตำแหน่งความรับผิดชอบร่วมกันของ “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” ที่ล้วนเป็น “บิ๊กเทค” ข้ามชาติไว้อย่างไร

ยกระดับเป็นพระราชบัญญัติ 

ล่าสุดกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ได้แถลงเมื่อ 26 ธ.ค. 2567 ที่ผ่านมาว่า กฎหมายมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีควรยกระดับเป็น “พระราชบัญญัติ” เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์ทำให้ประชาชนเสียหาย สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน สภาพสังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง 

จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ…. โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้

1.กำหนดองค์ประกอบของการกระทำที่เป็นความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกำหนดความหมายของสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการติดต่อสื่อสารให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นในการปฏิบัติตามกฎหมาย

2.กำหนดให้มีบัญชีที่ถูกกำหนด (บัญชีที่ถูกใช้โอนหรือรับโอนเงิน) เพื่อให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ให้บริการ มีความชัดเจนในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินกับบัญชีที่ถูกกำหนดดังกล่าวได้ทันที

3.กำหนดมาตรการในกรณีที่สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ให้บริการพบเหตุอันควรสงสัย หรือในกรณีที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย สามารถปฏิเสธ ระงับ หรือยุติการทำธุรกรรมกับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกรณีที่ถือว่าเป็นบัญชีที่ถูกกำหนด ก็จะสามารถโอนเงินจากบัญชีที่ถูกกำหนดกลับคืนไปยังบัญชีของผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงที

4.กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบาย และแนวทางที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และให้มีสำนักงานตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อทำหน้าที่ในการคืนเงิน หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้กับผู้เสียหาย

5.กำหนดกระบวนงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อคุ้มครองสิทธิ คืนเงิน หรือทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ทำให้เกิดผลดีในการคืนเงิน หรือทรัพย์สินให้กับผู้เสียหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

มาตรการตามพระราชบัญญัติที่ยกร่างขึ้นมาดังกล่าวข้างต้น เป็นมาตรการใหม่ที่ส่วนใหญ่มิได้มีอยู่ในบทบัญญัติของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 จึงจำเป็นต้องมีการยกร่างขึ้นเป็นกฎหมายฉบับใหม่