เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GIT ผนึก 2 พันธมิตรจีน เปิดทางอัญมณีไทยบุกตลาดจีน ดันครบวงจรตั้งแต่ศุลกากรถึงโลจิสติกส์
Economic GIT ผนึก 2 พันธมิตรจีน เปิดทางอัญมณีไทยบุกตลาดจีน ดันครบวงจรตั้งแต่ศุลกากรถึงโลจิสติกส์
สุรศักดิ์ คาดตั้งกระทรวง ‘การกีฬา – วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว’ เสร็จต้นปี 70
Politics สุรศักดิ์ คาดตั้งกระทรวง ‘การกีฬา – วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว’ เสร็จต้นปี 70
ภาคผลิตยังเหนื่อย MPI มิ.ย. 69 หดตัว 3.10% สศอ. ชี้ยานยนต์-น้ำมันฉุด เร่งปรับดัชนีใหม่สะท้อนอุตสาหกรรมไทย
Economic ภาคผลิตยังเหนื่อย MPI มิ.ย. 69 หดตัว 3.10% สศอ. ชี้ยานยนต์-น้ำมันฉุด เร่งปรับดัชนีใหม่สะท้อนอุตสาหกรรมไทย
Super LBA : เจาะลึกกลยุทธ์ บริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย
Biz Movement Super LBA : เจาะลึกกลยุทธ์ บริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย
ARV & SKYLLER Open House 2026 โชว์ศักยภาพ โดรน-โซลูชันอัจฉริยะ เพื่อภาคอุตสาหกรรม
Biz Movement ARV & SKYLLER Open House 2026 โชว์ศักยภาพ โดรน-โซลูชันอัจฉริยะ เพื่อภาคอุตสาหกรรม
GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรี
Biz Movement GULF ชวนชี้พิกัดพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรี
อนุทิน ท้า iLaw เปิดข้อมูลฮั้ว สว.เพิ่ม ‘ภราดร’ ยันฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ภูมิใจไทยเสียหาย
Politics อนุทิน ท้า iLaw เปิดข้อมูลฮั้ว สว.เพิ่ม ‘ภราดร’ ยันฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ภูมิใจไทยเสียหาย
ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
TISA มากกว่าสิทธิภาษี…สู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทย
Finance TISA มากกว่าสิทธิภาษี…สู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทย
สุริยะ ชง ครม. ย้ายใหญ่ 9 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรฯ อธิบดี-รองปลัด
Politics สุริยะ ชง ครม. ย้ายใหญ่ 9 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรฯ อธิบดี-รองปลัด
ดูทั้งหมด

ธปท.ย้ำดอกเบี้ย 2.25% เหมาะสม ห่วงอุตฯยานยนต์ กระทบแรงงานล้านคน

06 ม.ค. 2568 | 15:06น.
ธปท.

ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง ชี้นโยบายการเงินต้องรองรับสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย ย้ำดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี สอดคล้องบริบท-ศักยภาพเศรษฐกิจไทย ดำเนินนโยบายแบบ Robust Policy ด้านเงินเฟ้อทั่วไปปี’68 อยู่ที่ 1.1% ทรงตัวเข้าขอบล่างเป้าหมาย-ยังยึดเหนี่ยวระยะปานกลาง จับตาอุตสาหกรรมรถยนต์ยังน่าห่วง แม้มูลค่าจีดีพีไม่มาก แต่มีแรงงานกว่า 1 ล้านคน

เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงต้องรักษากันชนไว้รองรับ

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum 4/2567 ว่า ภาพเศรษฐกิจไทยมองไปข้างหน้าภาพใหญ่ยังฟื้นตัวได้ตามศักยภาพปานกลาง แต่การฟื้นตัวอาจจะมีความต่างและไม่เท่าเทียมกันในบางจุด รวมถึงความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ดังนั้น ในแง่ของการดำเนินนโยบายการเงินจะต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงต้องให้ความสำคัญในการรักษากันชน (Buffer) ในด้านต่าง ๆ ไว้ และการพิจารณาผสมผสานเครื่องมือในเชิงนโยบายให้เหมาะสมกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ หากดูการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/67 ที่ผ่านมาขยายตัวอยู่ที่ 3% จากไตรมาสที่ 2 ที่อยู่ที่ 2.7% เหมือนที่ ธปท.มองไว้ว่าจะฟื้นตัวที่ 2%, 3% และ 4% โดยในแง่ภาพรวมการเติบโตจะเห็นจีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัวได้เกิน 3% ซึ่งภาพรวมยังคงเป็นลักษณะเดิม

โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกที่ดีขึ้น แม้ว่าการบริโภคจะชะลอลงหลังจากเร่งไปก่อนหน้านี้ และภาคบริการยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ในแง่ภาคการผลิตจะเห็นว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ ทำให้ตัวเลขอาจจะดูยังฟื้นตัวได้ไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยในแง่การแข่งขันจากภายนอกที่สูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเรื่องของปัญหาโครงสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่พัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีทิศทางแย่ลง

ลั่นดำเนินนโยบายยังยึดกรอบ 3 ด้าน

ดังนั้น จุดใหญ่ที่ ธปท.จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง หรือปรับนโยบายการเงินนั้น จะอยู่บนปัจจัย 3 ด้าน คือ 1.การเติบโตเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันยังมีทิศทางฟื้นตัวและสอดคล้องกับระดับศักยภาพ 2.อัตราเงินเฟ้อไม่ได้หลุดลอยจากกรอบเป้าหมาย 1-3% โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 อยู่ที่ 1.1% อยู่ในกรอบเป้าหมายทรงตัวอยู่ในขอบล่าง

และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นการลดสัดส่วนหนี้ Debt Deleveraging เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาวปรับลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงระยะยาวจากสินเชื่อชะลอลง ทำให้นโยบายการเงินค่อนข้างเปิด (Open) มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง นโยบายการเงินจะต้องพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเร็วหรือช้า หรือมีผลมากและน้อย ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.25% เป็นระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพและเงินเฟ้อโน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และเป็นการดำเนินนโยบายแบบ Robust Policy

“หากภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนไปกว่าที่คาดการณ์อย่างมีนัย นโยบายการเงินก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน ภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวลักษณะ K Shape อุตสาหกรรมรถยนต์-ชิ้นส่วนยานยนต์แย่ลง แต่มีบางส่วนยังไปได้ ภาคบริการก็ยังสามารถหล่อเลี้ยงไปได้ อย่างไรก็ดี การทำสมมุติฐาน (Scenario) ของการปรับลดดอกเบี้ยจะมีปัจจัยอะไรบ้างนั้น ธปท.คงทำมากขึ้น

แต่อาจจะต้องรอทรัมป์ที่จะเข้ามาออฟฟิศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะตอนนี้นโยบายยังไม่ชัดเจน การบังคับใช้นโยบายก็ไม่มีความชัดเจน หรือการตอบโต้ก็ไม่ชัดเจน หากเราเริ่มเห็นความชัดเจนการทำ Scenario สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี เฟรมใหญ่ยังคงอยู่ที่กรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย และประสิทธิผลการทำนโยบายการเงินที่เราต้องทำอยู่แล้ว”

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทในปี 2568 ยอมรับว่ามีความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากนโยบายการเงินประเทศหลักคาดเดาได้ค่อนข้างยาก โดยเงินบาทจะมีความผันผวนสูงขึ้น โดยปัจจัยยังมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

ชี้จุดยืนดอกเบี้ย 2.25% สอดคล้องศักยภาพเศรษฐกิจ

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 อยู่ที่ 1.1% และหากดูเงินเฟ้อระยะปานกลางเฉลี่ย 5 ปีข้างหน้า หรือในปีที่ 6-10 จากข้อมูลตลาดการเงินพบว่าค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.7-1.8% ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบ

ทั้งนี้ ตอบคำถามที่ว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ในระดับใด ธปท.จึงจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินนั้น มองว่า จากข้อมูลตลาดการเงินหากอัตราเงินเฟ้อแกว่งตัว +- แบบ Side Way ไม่น่ากังวล แต่หากการแกว่งไปในทิศทางเดียวอาจจะกังวล เนื่องจาก ธปท.จะดู Dynamic ของอัตราเงินเฟ้อ หากเกิด Price Shock ในสินค้าใดสินค้าหนึ่งและมีการกระจายไปยังซัพพลายเชนด้วย จะเป็นสิ่งที่ ธปท.พิจารณานอกจากเงินเฟ้อระยะปานกลาง

ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมที่ทำหน้าเป็นตัวกลางมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ความต้องการลดลง (Demand) ภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่งผู้โดยสารใช้สินเชื่อน้อยลง เพราะรายได้ดีขึ้น 2.ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในลักษณะ K Shape ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และ 3.การคืนชำระหนี้หลังจากปล่อยไปในช่วงโควิด-19

ดังนั้น จุดยืนของนโยบายการเงินที่ระดับ 2.25% ถือเป็นจุดยืนที่เป็นกลาง สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวในปลายปีนี้และต้นปีหน้า และจุดยืนยังสอดคล้องกับระบบการเงิน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ทยอยลดลงค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบริบทที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน นโยบายการเงินจะต้องพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือนโยบายแบบ Robust Policy และสอดคล้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะสั้นและระยะยาว (Policy Stance)

“หากเราปรับลดดอกเบี้ยวันนี้ เราจะสูญเสียการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ Policy Space และผลประโยชน์ (Benefit) จะจำกัด เพราะการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจำกัดในภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เพราะธุรกิจมีความลังเลในการจ้างงานและลงทุน เพราะมี Fixed Cost ดังนั้น ประสิทธิผลนโยบายจะลดลง”

ชี้อุตสาหกรรมรถยนต์เจอปัญหาทั่วโลก หวั่นกระทบแรงงานกว่า 1 ล้านคน

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งยุโรปและเยอรมัน จะเห็นว่ามีการประกาศปิดโรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งจากข้างนอกและข้างในประเทศ โดยยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความท้าทาย และมีผลกระทบต่อไทย แม้ว่าในแง่มูลค่าต่อจีดีพีไม่สูงมาก แต่ในแง่จำนวนแรงงานอาจจะมีสูงกว่า 1 ล้านคน ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบในรอบที่ 2 และ 3 ตามมา และเป็นสิ่งที่ ธปท.ต้องจับตาและเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งในเชิงนโยบายมหภาคก็มีขอบเขตการดูแลธุรกิจเฉพาะ

ทั้งนี้ ตัวเลขสินเชื่อเช่าซื้อคาดการณ์ว่าตัวเลขจริงในปี 2567 จะออกมาติดลบ หลังจากตัวเลขในไตรมาสที่ 3/2567 หดตัว -7.7% โดยในปี 2568 สถานการณ์อาจจะปรับดีขึ้นบ้าง แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งมีสัญญาณบางอย่างเริ่มทรงตัว ทั้งราคารถมือสองและยอดขายรถที่เริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

ปิติ ดิษยทัต

ยันใช้ Outlook-Data Dependent ประเมินนโยบายการเงิน

การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะพิจารณาแบบ “Data Dependent” หรือ “Outlook Dependent” เป็นหลัก นายปิติกล่าวว่า การดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง จะดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และข้อมูลใหม่ที่เข้ามามีประโยชน์ที่จะนำมาปรับอะไรหรือไม่ ส่วนการให้น้ำหนักข้อมูลในแต่ละเดือน หรือไตรมาสที่เข้ามา หากข้อมูลปรับแย่ลง ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยเลย หรือหากข้อมูลเข้ามาดีขึ้น ก็ปรับนโยบายการเงินทันที มองว่าข้อมูลที่เข้ามาเป็นเสียงรบกวน (Noise) แต่ ธปท.จะดู Outlook และประเมินไปในระยะข้างหน้าในการปรับเปลี่ยน โดย ธปท.จะใช้ Data ในการเอามาย่อยเพื่อปรับนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

จีดีพีปี’68 โต 2.9% จับตานโยบายการค้าสหรัฐ กระทบไทย 3 ช่องทาง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 2.9% แม้จะขยายตัวได้ แต่ก็ยังมีความท้าทาย โดยปัจจัยบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเงินโอน 10,000 บาท และมาตรการ “Easy E-Receipt” และภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 39.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาการตึงตัวของสินเชื่อที่อาจจะกระทบเศรษฐกิจภาพรวมได้

ปราณี สุทธศรี

ขณะที่ความเสี่ยงนโยบายสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านนโยบายการลดภาษี การตั้งกำแพงภาษี พลังงาน และผู้อพยพ ซึ่งจะกระทบ 1.ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ 2.ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว หากมีการตอบโต้เกิดขึ้น และ 3.เงินเฟ้อโลกและสหรัฐสูงขึ้น ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าระยะสั้น

โดยผลกระทบต่อไทยจะผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.สินค้าไทยต้องแข่งขันกับจีนมากขึ้น (China Flooding) 2.การลงทุน จะเห็นการย้ายฐานการผลิตมาไทยและอาเซียนมากขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน และ 3.การเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีน หากเศรษฐกิจจีนชะลออาจจะกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

“ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หากทรัมป์มีนโยบายกีดการทางการค้า จะมีสินค้าจีนทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งไทยนำเข้าสินค้าจีนดีกรีสูงกว่าประเทศอื่น ส่วนการบริโภคสินค้าไทยและจีนเชื่อมโยงกัน แม้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะขยายตัวได้ แต่เห็นว่ามีหลายเซ็กเตอร์ที่ชะลอตัวและติดลบ เพราะมีการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นความเสี่ยงหากมาตรการกีดกันทางการค้ารุนแรงขึ้น ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยได้”