สภาผู้ส่งออก (สรท.) คาดส่งออกปี 2568 โต 1-3% บนปัจจัยเสี่ยง ความไม่แน่นอนนโยบายทางการค้า เศรษฐกิจโลก แนะรัฐ-เอกชนร่วมมืออย่างใกล้ชิด ขณะที่คาดการณ์ส่งออกปี 2567 เติบโต 5%
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ประมาณการส่งออกปี 2568 เติบโต 1-3% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ได้แก่
1.Trade War (Trump 2.0)
1.1 ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าซึ่งอาจส่งผลทั้งด้านบวกและลบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทย
1.2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ดึงนักลงทุนกลับประเทศและมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจอเมริกามีความร้อนแรง มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้ FED ปรับประมาณการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 4 ครั้ง เหลือ 2 ครั้งในปีหน้า
1.3) แนวทางการลด/ยกเลิกความเข้มงวดของมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ
2.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องของการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำ ซึ่งนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้ ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
3.ค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวน จากปัจจัยภายใน รวมถึงเงินเฟ้อ และนโยบายการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐ
4.ต้นทุนของผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น
4.1 การปรับขึ้นค่าแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและการขนส่ง
4.2 ทิศทางราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวน จากความเสี่ยงหลายประการ
5.สถานการณ์การขนส่งทางทะเล สถานการณ์ค่าระวางมีการปรับตัวสูงขึ้น จากการเร่งส่งออกตลาดไปยังสหรัฐ และปัญหาทะเลแดงที่ยังมีอิทธิพลต่อการส่งออกไปสหภาพยุโรปและตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้ 1) ผลักดันให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน กระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พณ.) รายไตรมาส เพื่อติดตามสถานการณ์ความผันผวนการค้าระหว่างประเทศ 2) เพิ่มเติมงบประมาณด้านการกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งในประเทศคู่ค้าหลักและตลาดเกิดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า รองรับการบิดเบือนตลาดจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา เพื่อบรรลุเป้าหมายส่งออก 2-3% ในปี 2568
ส่วนคาดการณ์การส่งออกปี 2567 เติบโต 5% โดยภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ของปี 2567 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่าไทยส่งออกรวมมูลค่า 275,763.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 5.1 และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,695,455 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.3 (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-พฤศจิกายนขยายตัวร้อยละ 4.9)
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 282,033.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 5.7 และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 10,032,550 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.8 ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2567 ขาดดุลเท่ากับ 6,269.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการขาดดุลในรูปเงินบาท 337,096 ล้านบาท