กกพ.จ่อทำหนังสือถึงนายกฯ ปรับ Adder-FIT ลดค่าไฟลง 17 สตางค์
กกพ.จ่อทำหนังสือถึงนายกฯ ทบทวนเงื่อนไข Adder-FIT ชี้ต้องพิจารณาทบทวนราคารับซื้อตามต้นทุนจริง หากทำได้ค่าไฟลด 17 สตางค์ เหลือหน่วยละ 3.98 บาท จากปัจจุบันเฉลี่ย 4.15 บาท
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)
ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 2/2568 (ครั้งที่ 943) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568
กกพ.มีมติให้สำนักงาน กกพ. นำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการสนับสนุนทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed in Tariff (FIT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)

และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ Feed in Tariff (FIT) สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย
ซึ่งราคาค่าไฟที่พุ่งสูงในช่วงปี 2555-2566 ที่ผ่านมา เกิดจากวิกฤตการณ์ทางพลังงาน ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้ามีราคาที่สูงขึ้น จึงมีการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
กกพ.จึงได้นำทางเลือก “การทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP พลังงานหมุนเวียน” ขึ้นมาหารือและนำเสนอภาคนโยบายเพื่อทบทวนและเป็นทางเลือกในการลดค่าไฟ
เนื่องจากที่ผ่านมาการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อครบกำหนดอายุสัญญารับซื้อไฟก็ได้รับการต่อสัญญาในเงื่อนไขเดิม และให้ได้รับการอุดหนุนราคารับซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายเดิม จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเสนอให้ทบทวนเงื่อนไขการรับซื้อดังกล่าว เพราะเป็นต้นทุนสำคัญที่รวมอยู่ในค่าไฟงวดปัจจุบัน
ขณะเดียวกันช่วงต้นปี 2565 เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวพุ่งสูงขึ้นเกือบ 6 เท่า โดยเฉพาะการนำเข้า LNG กกพ.มีมติเมื่อเดือนตุลาคม 2565 เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตามมาตรา 11 (12)
โดยขอให้ฝ่ายนโยบายจัดการกับต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ประกอบด้วย โครงการ Adder และ Feed in Tariff (FIT) ซึ่งมีต้นทุนการรับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าราคาต้นทุนจริงในภาวะปัจจุบัน และโครงการผลิตไฟฟ้าแบบ Adder เหล่านี้ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น
หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ Feed in Tariff ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หน่วยละ 8 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท และไบโอแมสและแก๊สราว 7 ปี
ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565
และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัวหรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที
อย่างไรก็ตาม จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ได้ระบุค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FIT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์
หากคณะรัฐมนตรี หรือ กพช. กำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็จะลดค่าไฟฟ้าได้ทันที 17 สตางค์ หากค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.15 บาท ก็จะลดลงเหลือหน่วยละ 3.98 บาท
นอกจากนี้ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงราว 51% อย่างน้อย กกพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็พยายามหาวิธีลดต้นทุนค่าพลังงานลง และหาทางปรับเปลี่ยนสัญญา Spot ที่เป็นสัญญาระยะสั้นให้เป็นสัญญาระยะปานกลางหรือระยะยาว และเร่งผลิตภายในประเทศเพื่อให้ต้นทุนค่าแก๊สที่ถูกลง
ทั้งนี้ กกพ.ได้เตรียมร่างหนังสือนำเรียนถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียนให้ทราบถึงข้อเสนอและข้อหารือของ กกพ. ถึงแนวทางการลดค่าไฟลงให้ได้ 17 สตางค์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างหนังสือเพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด