Skip to content

ผู้นำที่เชื่อมโยงคนได้ : ทักษะแห่งอนาคตที่องค์กรไม่อาจมองข้าม

01 พ.ค. 2568 | 12:57น.
ผู้นำที่เชื่อมโยงคนได้ : ทักษะแห่งอนาคตที่องค์กรไม่อาจมองข้าม
คอลัมน์ : SD Talk
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลา ความสามารถในการนำพาทีมสู่เป้าหมายร่วมกัน ไม่ใช่เพียงแค่การออกคำสั่งหรือการวางกลยุทธ์เพียงลำพังอีกต่อไป ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้และอนาคต คือผู้ที่สามารถ “เชื่อมโยง” คนหลากหลายให้ร่วมมือกันได้อย่างแท้จริง

ปัจจุบันองค์กรต่างต้องเผชิญกับความหลากหลายที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นข้ามรุ่นจาก Gen Z ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์รวดเร็ว ไปจนถึง Baby Boomers ที่มีประสบการณ์ลึกซึ้ง ข้ามวัฒนธรรม ในยุคที่บริษัทระดับโลกต้องทำงานร่วมกับทีมในหลากหลายประเทศ และข้ามเวลา จากการทำงานแบบ Remote หรือ Hybrid ที่ต่างคนต่างอยู่คนละโซนเวลา แต่ต้องเดินไปด้วยกัน

ในบริบทเช่นนี้ ความสำเร็จขององค์กรไม่ใช่เรื่องของ “ใครเก่งกว่า” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ใครทำให้คนหลากหลายทำงานร่วมกันได้ดีที่สุด” นั่นเอง

MIT Sloan Management Review ได้เผยแพร่ผลการวิจัยที่น่าสนใจว่า องค์กรที่ผู้นำมีทักษะในการเชื่อมโยงคนข้ามสายงาน มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้นถึง 42% และอัตราการลาออกลดลงกว่า 30% สิ่งนี้สะท้อนว่าความสามารถในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนต่างกลุ่ม ไม่เพียงแต่ทำให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

ตัวอย่างเช่น บริษัท Microsoft ที่มีนโยบายส่งเสริม Two-Way Mentorship ระหว่างพนักงานรุ่นใหม่และรุ่นเก๋า โดย Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft กล่าวไว้ว่า “เราต้องการให้ทุกเสียงมีค่า และทุกประสบการณ์หล่อหลอมอนาคตร่วมกัน” ผลลัพธ์คือไอเดียใหม่ ๆ ที่ไม่หลุดจากเป้าหมายระยะยาว และเกิดการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด

บริษัท Toyota ใช้หลักการของ Lean Management ร่วมกับการพัฒนา Real-Time Dashboard ให้ทีมหน้างานสามารถเข้าใจข้อมูลได้ง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งพาภาคเทคนิคอย่างเดียว สิ่งนี้ช่วยให้พนักงานหน้างานมีความมั่นใจ และตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ซึ่ง Toyota เชื่อว่า “ทุกคนมีส่วนสำคัญในกระบวนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง”

ผู้นำที่มีทักษะการเชื่อมโยงคน ไม่ใช่แค่ผู้ที่รู้จักทุกคน แต่คือคนที่ทำให้คนต่าง ๆ รู้จักและเข้าใจกัน ซึ่งทักษะต่อไปนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ :

ฟังให้มาก พูดให้น้อย แล้วเชื่อมโยงคนให้เห็นเป้าหมายร่วมกัน-การฟังอย่างตั้งใจทำให้ผู้นำเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูด และสามารถสะท้อนให้ทีมเห็นว่าทุกคนมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน

ถามว่า “เราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร” แทนที่จะถามว่า “ใครเป็นคนผิด”-การตั้งคำถามเชิงบวกช่วยเปิดทางให้เกิดการหาทางออก ไม่ใช่หาคนรับผิด

เปิดพื้นที่ให้ความคิดเห็นที่ต่างกันได้อยู่และทำงานร่วมกัน-เมื่อคนหลากหลายกล้าพูดในสิ่งที่ต่างกัน โอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมก็ยิ่งมากขึ้น

ทักษะที่กล่าวมานี้เรียกว่า Fostering Collaboration หรือการสร้างความร่วมมืออย่างมีพลัง เป็นทักษะที่ผู้นำต้องใช้เพื่อเชื่อมโยงและผสานความหลากหลายทั้งในทีม ระหว่างทีม และระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร

ข่าวดีคือ ทักษะนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ต้องเกิดมามีเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถฝึกฝนได้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ ด้วยการฟังให้มากขึ้น เปิดใจให้กว้างขึ้น และเชื่อมั่นพลังของทีมที่หลากหลาย