Skip to content

อภิวุฒิ สลิงชอท กรุ๊ป แชร์บทเรียน ‘หัวหน้า’ มือใหม่

16 เม.ย. 2569 | 16:55น.
อภิวุฒิ สลิงชอท กรุ๊ป  แชร์บทเรียน ‘หัวหน้า’ มือใหม่

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา กรรมการบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตนรับบทบาทหัวหน้างานใหม่ ๆ เคยเผชิญปัญหา3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ การมีลูกน้องที่อายุมากกว่าในทีม จนไม่รู้ว่าจะสั่งงานหรือให้ความช่วยเหลืออย่างไรโดยไม่ให้เกิดความอึดอัด

ปัญหาถัดมาคือการมีลูกน้องที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเติบโตขึ้นมาถึงจุดหนึ่งก็มีลูกน้องที่เคยเป็นหัวหน้าเก่าของตัวเองด้วย ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย สถานการณ์เช่นนี้มักจบลงด้วยการพูดคุยกันแบบ ต่างคนต่างทำ หมวกใครหมวกมัน’

ผลที่ตามมาคือตนรับงานมาทำเองทั้งหมด จนถูกหัวหน้าใหญ่ตำหนิว่างานไม่เดิน และงานในบทบาทของหัวหน้าที่แท้จริงก็ถูกละเลย เพราะติดกับดักงานรายวันของทีม คำตำหนิที่ได้รับในวันนั้นคือ ‘คุณทำงานแบบผู้จัดการสันดานเสมียน’  กล่าวคือว่าตนไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริง ซึ่งคือการบริหารทีม ไม่ใช่การเอางานของทีมมาทำเอง

หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้อภิวุฒิกล่าวว่า จะกลับไปสอนตัวเองเมื่อ 30 ปีก่อน บนฐานความรู้ที่มีในวันนี้ โดยจะเปลี่ยนแปลง 3 เรื่อง

เรื่องแรกคือ “การวางตัว” เพราะการถ่อมตัวเกินไปก็ไม่ดี การโอ้อวดเกินไปก็ไม่ใช่ โดยเฉพาะนิสัยที่เคยบอกลูกน้องทุกคนว่า “อย่าถือว่าผมเป็นหัวหน้า คิดว่าเป็นน้องหรือเพื่อนคนหนึ่งก็แล้วกัน” ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเป็นหัวหน้าก็คือเป็นหัวหน้า เพียงแต่ต้องไม่ใช่หัวหน้าที่โอ้อวดหรือข่มคนอื่น

เรื่องที่สองที่ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงาน คือ “การแยกแยะระหว่างการให้เกียรติกับการให้อภิสิทธิ์” โดยยกตัวอย่างว่า หากกำลังต่อแถวซื้ออาหารอยู่แล้วเจ้านายเดินมา หลายคนมักเชิญให้เจ้านายแทรกแถวก่อน โดยคิดว่านั่นคือการให้เกียรติ แต่ความจริงแล้วนั่นคือการให้อภิสิทธิ์

“การให้เกียรติแปลว่าเวลาคุยกับคนที่อายุมากกว่าเราเรียกว่าพี่ แทนที่จะเรียกว่าคุณ แต่หลายคนอาศัยความเกรงใจแล้วคิดว่านั่นคือการให้เกียรติ ซึ่งมันไม่ถูกต้อง”

เรื่องสุดท้ายคือ “การช่วยลูกน้องทำงานไม่ใช่ทางออกที่ดี” หน้าที่ของหัวหน้าไม่ใช่การแก้ปัญหาให้พนักงาน แต่คือการช่วยให้พนักงานสามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ การกวาดงานมาทำเองทั้งหมดจะทำให้ทั้งหัวหน้าและทีมติดกับดักในที่สุด

FIRE จุดไฟให้พนักงาน

อภิวุฒิยังได้แบ่งปันวิธีจุดไฟให้พนักงานทำงานอย่างมีพลัง ผ่านกรอบแนวคิด “FIRE” ที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ

F ตัวแรกมาจาก Friendships หมายถึงการสร้างบรรยากาศการทำงานที่รู้สึกเหมือนได้ทำงานร่วมกับเพื่อน มีกิจกรรมสังสรรค์ สร้างความเป็นทีม ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว งานมีความสำคัญก็จริง แต่พนักงานไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่องานเท่านั้น ต่างจากเจ้าของกิจการที่อาจรู้สึกว่างานคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะพนักงานคิดคนละอย่างกับเรา

อภิวุฒิ

I ตัวถัดมาคือ Idea หมายถึงความคิดและความเห็นของพนักงาน พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าหากไอเดียได้รับการรับฟัง แต่ถ้าไม่มีโอกาสเสนอความเห็นเลย พูดอะไรก็ถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่าไม่ใช่ หรืองบประมาณไม่มี สุดท้ายพนักงานจะถอดใจในไม่ช้า

R มาจาก Recognition หรือคำชมเชย ซึ่งแตกต่างจาก Rewards ที่หมายถึงรางวัลที่มอบให้ แต่ Recognition คือคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสิ่งที่ทำได้ดี

“คำชมเชยเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่น แม้ผลลัพธ์อาจจะยังไม่ได้ดังหวัง แต่ถ้าเขาใส่ความพยายามการชมที่ความพยายามก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดูแค่ผลลัพธ์อย่างเดียวแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ พนักงานก็จะถอดใจ”

และ E ตัวสุดท้ายมาจาก Environment หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นเกินไป สถานที่ที่ไกลเกินไป รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงาน

อภิวุฒิกล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าคิดว่าพนักงานลาออกเพราะเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เงินมีความสำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่พนักงานให้ความสำคัญ