คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พยายามลดทอนท่าที ข่มขู่ คุกคาม และแข็งกร้าวของตนเองลง โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงนโยบายภาษีที่เคยประกาศไว้กับจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และได้ชื่อว่าเป็น “โรงงานผลิต” สารพัดสินค้าป้อนให้กับนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา
ทรัมป์ไม่เพียงออกมากล่าวว่า โอกาสที่จะทำ “ความตกลงที่เป็นธรรม” กับจีนนั้นเป็นไปได้เท่านั้น ยังยืนยันว่าตนได้พูดคุยกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของจีนแล้ว “หลายครั้ง” ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลจีนปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงเท่านั้น ยังย้ำว่าการเจรจาการค้ากับอีกหลายสิบประเทศที่เหลือก็ “ดำเนินไปด้วยดี” เสริมไว้ด้วยว่า “ใกล้ที่จะทำความตกลง” กับญี่ปุ่นได้แล้วอีกด้วย แม้ว่าทางฝ่ายญี่ปุ่นเองจะไม่รู้สึกแบบเดียวกันก็ตามที
นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า การแสดงออกดังกล่าวของทรัมป์ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีออกมาให้เห็น ว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่โลกจะสามารถหลีกเลี่ยงสงครามการค้าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งไปได้ในที่สุด ถ้าหากท่าทีของทรัมป์เป็นการแสดงออกถึงความพยายามที่แท้จริงในการหาทางลงที่นุ่มนวลที่สุด จากนโยบายภาษีที่แข็งกร้าว สุดโต่งของตนเองก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับคิดเห็นไปในทางตรงกันข้าม เชื่อตรงกันว่า แม้คิดจะล่าถอยในเวลานี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งที่มองไม่เห็น หรือยังมาไม่ถึงได้เกิดขึ้นแล้ว “เหมือนคุณใส่ยาสีฟันที่บีบออกมาแล้วกลับเข้าไปในหลอดไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น” หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ระบุ
สงครามการค้าไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อทั้งประเทศผู้ประกาศและประเทศที่ตกเป็นเป้า และมีโอกาสไม่น้อยที่จะยังความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดให้เกิดขึ้นกับคู่กรณี ซึ่งในที่นี่คือสหรัฐอเมริกาและจีน มีข้อบ่งชี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่แสดงให้เห็นว่านโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์อีกไม่ช้าไม่นานจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและจีนหดตัวลง ผลักดันให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเท่ากับทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนในตอนนี้ แต่จะใช้ระยะเวลาอีกไม่นานนักก็จะปรากฏให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง
นโยบายภาษีของทรัมป์ที่ประกาศต่อสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน ส่งผลกระทบทำให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองฟากฝั่งแปซิฟิกปั่นป่วน ชะงักงัน การประกาศห้ามขายสินแร่หายากที่เป็นมาตรการตอบโต้ของจีน ส่งผลให้ปริมาณสินแร่หายากซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาลดปริมาณลงจนถึงระดับน่าวิตก
ข้อมูลของบริษัทชิปปิ้งระดับโลกแสดงให้เห็นว่า เพียงแค่ในช่วง 3 สัปดาห์หลังจากที่กำแพงภาษีต่อจีนมีผลบังคับใช้ ยอดจองคอนเทนเนอร์สำหรับลำเลียงสินค้าจากจีนมายังสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 60% เรือบรรทุกสินค้าที่นำเอาสินค้าจากภูมิภาคเอเชียมายังท่าเรือลอสแองเจลิส ท่าเรือหลักด้านแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกายกเลิกคำร้องขอเทียบท่าในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ไปแล้ว 20 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้นถึงกว่า 3 เท่าตัว
ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศเชื่อว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ชั้นวางสินค้าสำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอเมริกันจะ “ว่างเปล่า” ภายในระยะเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้าทั้งสำหรับผู้บริโภคและสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่นำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อผลิตและจำหน่าย ปริมาณสินค้าส่วนน้อยที่ยังคงฝ่ามรสุมมาจนถึงสหรัฐอเมริกาได้จะมีราคาแพงขึ้น ซึ่งส่งผลให้สินค้าที่มีอยู่แต่เดิมราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
ในขณะเดียวกันปริมาณสินค้าที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อแรงงานประจำท่าเรือและผู้ที่มีอาชีพขับรถบรรทุกขนส่งสินค้าตามไปด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ลอยแพ” คนงานทั้งในระบบรถบรรทุกสินค้า ระบบโลจิสติกส์ และระบบค้าปลีกตามมา อาจเห็นได้ชัดภายในเดือนพฤษภาคมนี้ด้วยซ้ำไป
บรรดาผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาที่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจากจีน เพื่อผลิตสินค้าจำหน่ายในประเทศ ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ รายงานการสำรวจการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการผลิตในเดือนเมษายนที่ผ่านมาลดลงมากที่สุดเท่าที่มีการสำรวจมา ต่ำกว่าสภาพเมื่อตอนเริ่มต้นวิกฤตโควิดในปี 2020 กับช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ การลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ลดต่ำลงจนแทบหยุดชะงัก สืบเนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากนโยบายภาษีของทรัมป์
บิลล์ อดัมส์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำโคเมริกา แบงก์ (Comerica Bank) ทำบันทึกถึงลูกค้าของธนาคารไว้ล่าสุดดังนี้ “เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังก้าวไปในทิศทางที่อันตรายอย่างยิ่ง หากเศรษฐกิจยิ่งมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น”
ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและคาดว่าจะเกิดขึ้น เหล่านี้นี่เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้ ทรัมป์ส่งสัญญาณแสดงความต้องการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนออกมา ปัญหาก็คือจีนยังไม่มีทีท่าว่าจะตอบสนองในเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น
สถานการณ์การเจรจากับคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ อย่าง สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ก็ไม่ได้รุดหน้าไปอย่างที่ทรัมป์อยากให้เป็นเท่าใดนัก ญี่ปุ่นยืนกรานไม่ยอมจำกัดการส่งออกรถยนต์ของตนเองตามที่สหรัฐอเมริกาต้องการ ในขณะที่อียูยืนยันจะไม่เจรจาต่อรองในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มและการอุดหนุนสินค้าเกษตรของตน ส่วนการเจรจากับประเทศอื่น ๆ ที่เหลือทั้งหมดก็ประสบปัญหาใหญ่คล้ายคลึงกัน นั่นคือไม่มีใครรู้ว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลทรัมป์ต้องการอะไรกันแน่ และใครจะเป็นคนรับประกันว่าผลการเจรจาต่อรองจะไม่ถูก “กลับคำ” โดยทรัมป์ในภายหลัง
ภายใต้ความคลุมเครือ ปั่นป่วน สับสนวุ่นวายนี้ ทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันทั้งประเทศ ได้แต่คาดหวังว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของพวกเขาจะมั่นใจว่ามีวิธีการยุติเรื่องราวทั้งหมดลงได้ด้วยดี เหมือนเช่นตอนที่เริ่มเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้นเอง