เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดรอความชัดเจนการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

29 เม.ย. 2568 | 19:10น.
ดอลลาร์

ดอลลาร์

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 22 เมษายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 33.34/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (28/4) ที่ระดับ 33.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคืนที่ผ่านมาดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยนักลงทุนเฝ้าจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลสำคัญ ทั้งตัวเลขจีดีพี, ตัวเลขตลาดแรงงาน และตัวเลขบ่งชี้เงินเฟ้ออย่างดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCB)

นอกจากนี้นักลงทุนรอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐหลังจากทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์มาหาและมีการพูดคุยกัน

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่า สี จิ้นผิงได้โทรศัพท์มาเมื่อใด และผู้นำทั้งสองได้หารือในประเด็นใด อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ล่าสุดซึ่งสวนทางกับข้อความของนายทรัมปว่า สี จิ้นผิง และทรัมป์ไม่ได้มีการหารือกันเกี่ยวกับภาษีศุลกากร นอกจากนี้ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐไม่ได้บ่งชี้สัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่สหรัฐจะบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีน

แต่ระบุว่าความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ทางสหรัฐ โดยกล่าวว่า การผ่อนคลายสถานการณ์ในเรื่องภาษีจะขึ้นอยู่กับทางจีนเนื่องจากจีนขายสินค้าให้สหรัฐมากกว่าที่สหรัฐขายให้จีนถึง 5 เท่า ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 120% และ 145% จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืนและมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 6-7 พ.ค. โดยกฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่สองก่อนที่การประชุม FOMC จะเริ่มขึ้น และสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีหลังการประชุม FOMC

เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึง ทั้งนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า แม้ก่อนหน้านี้ทรัมป์ ได้กดดันอย่างหนักให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว นอกจากนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ตุลาคม และธันวาคม ทั้งนี FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 95.1% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 6-7 พ.ค.

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการปรับขึ้นของราคาทองคำ สำหรับการประชุม กนง.ในวันพรุ่งนี้ (30/4) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง.มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.75% เนื่องจากประเมินถึงผลกระทบจากปัจจัยคุกคามคู่ (Twin shocks) ทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนและเกาหลีใต้ที่เข้ามาน้อยกว่าคาด รวมถึงโมเมนตั้มเศรษฐกิจในประเทศมีท่าทีอ่อนแรงลง ทำให้มองว่า GDP ปีนี้มีแนวโน้มออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ โดยก่อนหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เคยประเมิน GDP ไทยปีนี้ว่ามีความเสี่ยงโตต่ำกว่า 2.5% ซึ่งล่าสุดทางธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือโต 1.6% ชะลอลงจากเมื่อเดือน ก.พ. 68 ที่ได้ประเมินว่าจะเติบโตได้ 2.9%

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุน ซึ่งจากความไม่แน่นอนที่ยังคงอยูในระดับสูง ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศราฐกิจก็ยังคงอยู่ในระดับสูงด้วย ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในภูมิภาคเอเชียงตะวันออกและแปซิฟิก จะลดลงมาอยู่ที่ 4.0% จาก 5.0% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนในระดับสากลที่เพิ่มมากขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคถูกจำกัด นอกจากนี้ การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางการค้า ในขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลทำให้อุปสงค์ภายนอกประเทศยังคงลดลงต่อไป

ทั้งนี้จากความกังวลดังกล่าว จึงเป็นที่คาดการณ์กันว่า กนง.อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฝ้ารอความชัดเจนอีกครั้งในการประชุมวันพรุ่งนี้ (30/4) เนื่องจากมีโอกาสเช่นกันที่ กนง.อาจใช้แนวทาง wait-and-see เพื่อเตรียมเก็บกระสุนด้านดอกเบี้ยไว้ใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.26-38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 33.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 1.14056/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวัน (28/4) ที่ระดับ 1.1355/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของยูโรโซนเป็นไปได้อย่างจำกัดหลังนายโอลลี เรห์น สมาชิก ECB และเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางฟินแลนด์ มองว่าธนาคากลางยุโรปมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ต่ำกว่าระดับกลาง (neutral level) ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะสมดุล

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก LSEG เผยว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 75% จะลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน มากขึ้นจากเดิมที่เคยให้น้ำหนัก 60% ก่อนที่ ECB จะมีมติครั้งล่าสุด ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1373-1.1424 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1382/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/4) ที่ระดับ 142.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ (21/4) ที่ระดับ 143.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อเงินเยน ซึ่งเป็นสินทรัพยฺปลอดภัย หลังมีความไม่ชัดเจนในการเจรจาด้านภาษีระหว่างสหรัฐและจีน

สำหรับความคืบหน้าของทางญี่ปุ่น นายอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ได้ออกมาปฏิเสธรายงานหนังสือพิมพ์โยมิอุระที่ได้รายงานไม่ได้อ้างอิงแหล่งข่าวเมื่อวันศุกร์ (25/4) ว่าในระหว่างการพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดี (24/4) ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันว่า มีการพูดถึงความต้องการที่จะทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและเงินเยนแข็งค่าขึ้น

โดยการปฏิเสธข่าวนี้ของนายมิมุระ เป็นการช่วยยืนยันอีกเสียง หลังนายคาสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีคังได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวผ่านทางแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (x) ไปแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เป็นการย้ำว่าสหรัฐไม่ได้กล่าวถึงเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนในการหารือทวิภาคีดังกล่าว โดยเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐเท่านั้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 142.05-142.67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 142.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ราคาบ้านเดือน ก.พ.จากเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์ (29/04), ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน มี.ค. (29/04) ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน เม.ย. จาก ADP (30/4), ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาตร 1/2568 (ประมาณการเบื้องต้น) (30/4),

ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน มี.ค. (30/4), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือนมี.ค. (30/4), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (30/4), การประชุมนโยบายการเงินของประเทศไทย (30/4),

จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (01/05), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน เม.ย. จาก S&P Global (01/05), ดัชนีภาคการผลิตเดือน เม.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) (01/05), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือน มี.ค. (01/05), สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8/+6.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินดอลลาร์ ดอลลาร์