ตั้งเป้ายกคนพ้นจน
คอลัมน์ เช้านี้ที่ซอยอารีย์
โดย พงศ์นคร โภชากรณ์
แม้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาจำนวนคนจนลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของสภาพัฒน์ฯ พบว่าจำนวนคนจนหรือคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเหลือไม่ถึง 6 ล้านคน แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งจำนวนดังกล่าวมีทั้งคนจนหน้าใหม่และหน้าเก่า
อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลัง 11.4 ล้านคน มีการบันทึกข้อมูลรายคนด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ทำให้ทราบว่าผู้มีรายได้น้อยรวมทั้งคนจนเป็นใคร อายุเท่าไร อยู่ที่ไหน อาชีพอะไร และรายได้เท่าใด ดังนั้น ฐานข้อมูลนี้จึงเป็นประโยชน์ของรัฐบาลในการตั้งเป้า “ยกคนพ้นจน” อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
จากฐานข้อมูลสามารถแบ่งผู้มีรายได้น้อยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1) กลุ่ม A มีรายได้ทั้งปีเกิน 30,000 บาท เป็นกลุ่มที่อยู่เหนือเส้นความยากจน มีจำนวน 3.1 ล้านคน เฉพาะคนที่อยู่ในวัยแรงงานมีจำนวน 2.6 ล้านคน
2) กลุ่ม B มีรายได้ทั้งปีต่ำกว่า 30,000 บาท หรือเป็นกลุ่มที่อยู่ใต้เส้นความยากจน มีจำนวน 5.9 ล้านคน อยู่ในวัยแรงงาน 3.7 ล้านคน
3) กลุ่ม C ระบุว่าไม่มีรายได้เลย กลุ่มนี้มีจำนวน 2.4 ล้านคน อยู่ในวัยแรงงาน 1.6 ล้านคน
การวัดจำนวนคนจนที่ลดลงจำเป็นต้องวัดจากกลุ่ม B+C ซึ่งเท่ากับ 5.3 ล้านคน และควรวัดจากฐานข้อมูลนี้เท่านั้น และส่วนตัวอยากให้รัฐบาลเปิดการลงทะเบียนต่อเนื่องทุกปี เพราะจะได้ทราบว่าคนในฐานข้อมูลนี้พ้นจนไปแล้วกี่คน มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ มาตรการฝึกอบรมทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ และมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำแล้วได้ผลกับคนกลุ่มนี้หรือไม่เพียงใด นอกจากนี้ยังทำให้รัฐบาลทราบคนที่อยู่เหนือเส้นความยากจนกลายเป็นคนจนหน้าใหม่กี่คน สุทธิแล้วคนจนลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่คน
หากไม่กำหนดระบบการวัดแบบนี้ อาจทำให้การสื่อสารผลสัมฤทธิ์ของมาตรการรัฐบาลคลาดเคลื่อนได้ เช่น สมมุติเดิมคนจนปี 2561 มี 100 คน ลงใหม่ปี 2562 พบว่าเพิ่มขึ้นเป็น 120 คน ดูเผิน ๆ เหมือนมาตรการต่าง ๆ ใช้ไม่ได้ผลเพราะจำนวนคนจนในภาพรวมเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่คนจนในฐานข้อมูลเดิมลดลงเหลือ 80 แต่มีคนจนมาลงทะเบียนใหม่อีก 40 คน จำนวนคนจนในฐานข้อมูลที่ลดลงสะท้อนว่ามาตรการที่รัฐบาลใช้ได้ผล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ ราคาพืชผล เป็นต้น
ในการลดความยากจนแบบมุ่งเป้า กลุ่ม B คือกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะหากจะให้เขาพ้นจนกลุ่มนี้มีโอกาสมากกว่ากลุ่ม C โดยเฉพาะกลุ่ม B 1 ที่มีรายได้ทั้งปี 20,000-30,000 บาท หรือกลุ่มที่ใกล้เส้นความยากจนที่สุด มีจำนวน 1.5 ล้านคน อยู่ในวัยแรงงาน 1.2 ล้านคน ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาส (ไม่ใช่ศักยภาพ) ในการพ้นความยากจนมากที่สุด เพราะขาดรายได้เฉลี่ยเพียง 834 บาทต่อเดือนเท่านั้น (สมมุติให้คนในกลุ่มนี้มีรายได้ติดขอบล่างคือ 20,000 บาทต่อปี) แปลว่าหากทำให้ทุกคนในกลุ่มนี้มีรายได้ (อย่างต่อเนื่อง) เฉลี่ยเดือนละ 834 บาท จะมีคนร้อยละ 22.6 หรือประมาณ 1.2 ล้านคน พ้นจนทันที ส่วนกลุ่ม B 2 ที่มีรายได้ทั้งปี 10,000-20,000 บาท มีจำนวนคนในวัยแรงงาน 1.0 ล้านคน ขาดรายได้เฉลี่ย 1,167 บาทต่อเดือน ในขณะที่กลุ่ม B 3 ที่มีรายได้ทั้งปี 5,000-10,000 บาท มีจำนวนคนในวัยแรงงาน 0.9 ล้านคน และกลุ่ม B 4 ที่มีรายได้ทั้งปี 5,000-10,000 บาท มีจำนวนคนในวัยแรงงาน 0.5 ล้านคน ซึ่งยังขาดรายได้รายเดือนอีกมากจึงจะพ้นความยากจน
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีมาตรการสวัสดิการแบบถูกฝาถูกตัวแล้ว “การตั้งเป้ายกคนพ้นจนที่มุ่งเป้าเป็นรายคน” จะทำให้การวัดความสำเร็จของมาตรการของรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น