เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วิจัยกสิกรไทย คาดแบงก์ลดดอกเบี้ยลดภาระลูกหนี้ 4.4-4.9 พันล้าน ฉุด NIM เหลือ 2.75%

16 พ.ค. 2568 | 10:42น.
KRESEARCH

KRESEARCH

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ย ช่วยลดภาระลูกหนี้รายย่อย-ธุรกิจราว 4.4-4.9 พันล้านบาท ชี้ แนวโน้ม NIM แบงก์ ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.75% ภายในครึ่งหลังของปี’68 ตามการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2568 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs หลายแห่งเริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR ลงในกรอบ 0.05-0.15%

ซึ่งรูปแบบของการปรับดอกเบี้ยของแบงก์ในรอบนี้เป็นการปรับลดดอกเบี้ย 2 ขา โดยธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั่วไปบางตัวลงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเช่นกัน

หากมองย้อนกลับไปที่การลดดอกเบี้ยของ กนง. 3 รอบที่ผ่านมา (เดือน ต.ค. 2567 เดือน ก.พ. 2568 และเดือน เม.ย. 2568) พบว่ามีการทยอยส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM : Net Interest Margin) ในระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือระบบแบงก์ไทย

ทั้งนี้ แม้ผลในด้านหนึ่งจากการปรับลดดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการระดมเงินฝากลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กดดันให้ผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อลดลงตามไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่อานิสงส์จากการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังมีจำกัดตามสัญญาณอ่อนแอของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

NIM ระบบแบงก์ไทยที่ชะลอลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 นั้น สะท้อนผลจากต้นทุนเงินฝากที่ขยับลงช้ากว่าผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อ เพราะอานิสงส์จากการปรับลดดอกเบี้ยจะทยอยมีผลต่อการรับรู้ต้นทุนเงินฝากตามรอบการครบกำหนดของระยะเวลาฝากเงิน

โดยจากโครงสร้างพอร์ตเงินฝากของระบบแบงก์ไทย เป็นที่น่าสังเกตว่า ยอดเงินรับฝากในสกุลเงินบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 69% ของเงินรับฝากโดยรวม

อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มีการปรับลดลงค่อนข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น ต้นทุนการระดมเงินฝากมักจะขยับตามรอบของเงินฝากประจำ โดยเงินฝากประจำระยะไม่เกิน 3 เดือน, ระยะ 3-6 เดือน และระยะ 6-12 เดือน มีสัดส่วนประมาณ 5%, 3% และ 17% ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปมองภาพรวมการปรับดอกเบี้ยของแบงก์ตามรอบการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ระหว่างเดือน ต.ค. 2567-เม.ย. 2568 จะพบว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมีช่วงเวลาที่หน่วงและช้ากว่าการปรับลดดอกเบี้ยในฝั่งเงินกู้อยู่ประมาณ 1 รอบ

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลของการปรับลดดอกเบี้ย 2 ขาของธนาคารพาณิชย์ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า NIM ของระบบแบงก์ไทยมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2/2568 มาอยู่ที่ 2.83% จาก 2.92% ในไตรมาสที่ 1/2567 และคาดว่า NIM ยังมีโอกาสลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ระดับประมาณ 2.75% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภายใต้สมมุติฐานที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศอาจปรับลดลงอีก 1 ครั้ง เพื่อช่วยประคองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อในภาพรวมยังต้องใช้เวลา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะเห็นธนาคารพาณิชย์เร่งปรับลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงอีกในช่วงที่เหลือของปี 2568 (แม้จะมีความพยายามดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา) ท่ามกลางแนวโน้มของ NIM ที่จะยังลดลงต่อตามทิศทางดอกเบี้ยในประเทศในครึ่งปีหลัง

ขณะที่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบการปล่อยสินเชื่อ ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวช้า รวมถึงทำให้ความเสี่ยงขาขึ้นของหนี้ด้อยคุณภาพยังมีอยู่

ผลดีของการลดดอกเบี้ยรอบนี้จะอยู่ที่ลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบ้านที่จะเข้าสู่ช่วงปรับดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบุคคลที่มีหลักประกันอื่น ๆ ที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 2568 จะมีสัดส่วนประมาณ 56.6% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย

โดยผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในรอบนี้ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจปรับลดลงประมาณ 4,400-4,900 ล้านบาท ภายใต้สมมุติฐานที่เริ่มคำนวณผลของภาระดอกเบี้ยเงินกู้รอบนี้ ที่ลดลงในช่วงระหว่างเดือน พ.ค.-ธ.ค. 2568