ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องว่าข้อตกลงภาษีศุลกากรกับสหรัฐไม่ควรสร้างความเสียหายต่อชาติสมาชิกด้วยกัน
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ชาติสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องให้การทำข้อตกลงภาษีศุลกากรของชาติสมาชิกใด ๆ กับสหรัฐอเมริกาไม่ควรสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจชาติสมาชิกอื่น ๆ ในการประชุมระดับผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา
“ในระหว่างที่ดำเนินการเจรจาทวิภาคี…มีฉันทามติที่ชาติสมาชิกมีความเข้าใจบางประการร่วมกันกับอาเซียน ว่าการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นใด” อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบันกล่าว ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 พฤภษาคมที่ผ่านมา อันวาร์ก็ได้เขียนหนังสือถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐเพื่อขอให้อาเซียน-สหรัฐประชุมกันเกี่ยวกับภาษีนำเข้าสินค้าด้วย
การประชุมอาเซียนจัดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดโลกผันผวนและการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสงครามการค้าที่เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐประกาศขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ครั้งใหญ่ ซึ่งชาติสมาชิกอาเซียนเป็นหนึ่งในชาติที่โดนเรียกเก็บภาษีสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มี 6 ประเทศสมาชิกอาจเผชิญการจัดเก็บภาษีระหว่าง 32% ถึง 49% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อครบกำหนดพักระยะภาษี หากการเจรจาลดภาษีล้มเหลว อาทิ กัมพูชา 49% ลาว 48% เวียดนาม 46% เมียนมา 44% ไทย 36% อินโดนีเซีย 32%
“ดังนั้น เราจะต้องปกป้องอาณาเขตของประชากร 650 หรือ 660 ล้านคน” อันวาร์กล่าวถึงอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศรวมกันมากกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 124 ล้านล้านบาท) อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง ซึ่งพึ่งพาสหรัฐในฐานะที่เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ซึ่งภาคการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต
นอกจากนี้ อาเซียนได้เผยแพร่แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจให้ดีขึ้น โดยอ้างถึงความท้าทายที่ทำให้การดำเนินธุรกิจตามปกตินั้นจะไม่เพียงพอ
การประชุมในวันเดียวกันนี้ยังรวมถึงการประชุมทางเศรษฐกิจของผู้นำอาเซียน ประเทศอ่าวเปอร์เซีย และจีน ซึ่งจีนมีหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทน ได้เรียกร้องให้ประเทศอ่าวเปอร์เซียและอาเซียนขจัดอุปสรรคการค้าและขยายการเปิดเสรีในขณะที่ลัทธิกีดกันทางการค้าและลัทธิดำเนินการฝ่ายเดียวที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ วัย 78 ปี ผู้นำบรูไน ไม่ได้เข้าร่วมประชุมนี้ เพราะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์หลังจากรู้สึกเหนื่อยล้า ต่อมาสำนักงานของกษัตริย์บรูไนระบุว่า สุลต่านโบลเกียห์มีสุขภาพแข็งแรงดี