ท่ามกลางนโยบายและมาตรการขึ้นกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยหนึ่งในข้อเสนอในการเจรจาคือการเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ เพื่อช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความรู้จัก “ALASKA LNG” แหล่งพลังงานระดับชาติรัฐอะแลสกาในดินแดนสหรัฐอเมริกา
ทางเลือกพลังงาน รับทรัมป์ 2.0
Alaska LNG (Alaska Liquefied Natural Gas) เป็นโครงการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวขนาดใหญ่จากรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินการหลักโดย Alaska Gasline Development Corporation (AGDC) และบริษัท Glenfarne Group โดยมีเป้าหมายเพื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซทางตอนเหนือของรัฐ (North Slope) ไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน
โครงสร้างของโครงการ Alaska LNG ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) โรงแยกก๊าซ (Gas Treatment Plant) ตั้งอยู่ที่แหล่งก๊าซ Prudhoe Bay (ทางตอนเหนือของอะแลสกา) ใช้แยกสารที่ไม่ต้องการออกจากก๊าซก่อนส่งผ่านท่อ
2) ท่อส่งก๊าซ (Pipeline) ความยาวประมาณ 800 ไมล์ (ประมาณ 1,300 กิโลเมตร) เส้นผ่านศูนย์กลาง 42 นิ้ว ส่งก๊าซจากตอนเหนือของรัฐลงมาทางใต้
3)โรงแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว (Liquefaction Facility) ตั้งอยู่ที่เมือง Nikiski บนคาบสมุทร Kenai (ตอนใต้ของรัฐ) ทำหน้าที่เปลี่ยนก๊าซธรรมชาติเป็นของเหลว (LNG) เพื่อง่ายต่อการส่งออกทางเรือ
แหล่งอะแลสกาถือเป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ โดยมีศักยภาพของปริมาณก๊าซสำรองที่พิสูจน์แล้วในพื้นที่ North Slope กว่า 40 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่สามารถผลิตและส่งออก LNG ได้กว่า 20 ล้านตันต่อปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาถึง 80 ปี มีมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียได้อย่างสะดวกและรวดเร็วผ่านทางมหาสมุทรแปซิฟิกในราคาที่แข่งขันได้ ภายในปี 2574 เนื่องจากเป็นแหล่งก๊าซที่มีขนาดใหญ่ ต้นทุนเนื้อก๊าซต่ำ และสหรัฐฯ มีการใช้เครื่องจักรในการผลิตและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ
ดีลพลังงานไทย-สหรัฐฯหนุน
ปัจจุบันกระทรวงพลังงานของไทยกำลังดำเนินการเจรจากับโครงการ Alaska LNG ของสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและลดความไม่สมดุลทางการค้า ความร่วมมือดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเยือนไทยของ Mr. Mike Dunleavy ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา เมื่อเดือน มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอข้อริเริ่มความร่วมมือกับไทยในการพัฒนาโครงการ Alaska LNG เพิ่มเติมจากความร่วมมือเดิมที่ไทยได้มีการนำเข้าน้ำมันและรับซื้อ LNG จากสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
หลังจากนั้นเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เดินทางไปรัฐอะแลสกา เพื่อพบหารือกับผู้ว่าการรัฐอะแลสกา กรรมาธิการด้านรายได้และกรรมาธิการด้านทรัพยากรธรรมชาติรัฐอะแลสกา ประธานบริษัท Alaska Gasline Development Corperation และผู้แทนบริษัท Glenfarne ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการลงทุนเพื่อผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา
เล็งนำเข้าปีละ 2-5 ล้านตัน
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ก๊าซธรรมชาติเหลวจากแหล่งอะแลสกาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในระยะยาว ไทยจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นในอนาคต
โดยคาดว่าจะสามารถขนส่ง LNG มายังไทยได้ภายใน 10-15 วัน ในขณะที่การขนส่งจากแหล่งในตะวันออกกลางใช้ระยะเวลาถึง 20-35 วัน ปัจจุบัน โครงการฯ มีความพร้อมที่จะตัดสินใจลงทุน/ดำเนินโครงการ (Final Investment Decision)
โครงการ Alaska LNG จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากราคาถูกแล้ว การขนส่งก็ใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการซื้อจากตะวันออกกลาง อีกทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งการซื้อ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นหลัก ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการพิจารณาปริมาณของการนำเข้า LNG จากแหล่ง Alaska อยู่ที่ 2-5 ล้านตันต่อปี
โดยขึ้นอยู่กับราคาและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจา โดยบริษัทผู้ที่ได้รับใบอนุญาตการเป็นผู้ประกอบการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) ของไทยอยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดของโครงการและพิจารณาความเหมาะสมในเชิงธุรกิจสำหรับการผลักดันความร่วมมือในโครงการ Alaska LNG ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ
เสริมมั่นคง – ต่อรองการค้า – ลดต้นทุนและเวลา
ความมั่นคงทางพลังงาน : เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์การจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทย พบว่า ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 58 ของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยที่ก๊าซจากอ่าวไทยสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงร้อยละ 60 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศรวมถึง ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคต ดังนั้น ไทยจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นในอนาคต
ด้วยปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ North Slope ของอะแลสกามากกว่า 40 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โครงการนี้สามารถผลิต LNG ได้มากกว่า 40 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงในระยะยาว
ลดความไม่สมดุลทางการค้า: การนำเข้า LNG จากสหรัฐฯ จะช่วยลดดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งในปี 2024 มีมูลค่าการเกินดุลถึง 45.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งที่ลดลง : การขนส่ง LNG มายังไทยได้ภายใน 10-15 วัน ในขณะที่การขนส่งจากแหล่งในตะวันออกกลางใช้ระยะเวลาถึง 20-35 วัน
อย่างไรก็ตาม การจัดหา LNG ของไทยนั้น จะคำนึงถึงเรื่องราคาเป็นสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ยิ่งต้นทุนต่ำ ค่าไฟก็มีราคาถูกลง นอกจากประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมแล้ว ยังดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI, cloud service รวมถึงการขยายตัวของ Data Center
ดังนั้น โครงการ Alaska LNG จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากราคาถูกแล้ว การขนส่งก็ใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการซื้อจากตะวันออกกลาง อีกทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งการซื้อ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นหลัก