นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์กับนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) แสดงความกังวลต่อผลกระทบสงครามการค้า ซึ่งอาจสร้างความเสียหาย และทิ้งแผลเป็นรอยลึกให้กับเศรษฐกิจไทย
พร้อมกับเตือนว่า มาตรการภาษีของสหรัฐที่เรียกเก็บโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว หลังสร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา
โดยนายเศรษฐพุฒิชี้ว่า ภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก อาจเสียหายหนัก หากไม่สามารถส่งสินค้าไปยังสหรัฐได้ เช่น กลุ่มอาหารแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะยางรถยนต์
ซึ่งบทสัมภาษณ์ของผู้ว่าการแบงก์ชาติยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ อีกดังนี้
ห่วงสินค้าจีนทะลัก
ไม่เพียงแค่ภาคการส่งออกเท่านั้นที่ลำบาก แต่ “ตลาดในประเทศ” จะต้องเผชิญกับสินค้าจากต่างประเทศ ที่จะไหลทะลักเข้ามาอีกด้วย โดยเฉพาะจีน เนื่องจากส่งไปสหรัฐไม่ได้เหมือนกัน ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พลาสติก ปิโตรเคมี และเหล็ก
นายเศรษฐพุฒิชี้ว่าสาเหตุที่ต้องกังวล เป็นเพราะธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจรายย่อย (SMEs) กันทั้งสิ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อการจ้างงานอย่างมาก
มาตรการภาษีจะเริ่มเห็นผลกระทบครึ่งปีหลัง
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ผลกระทบของภาษีศุลกากรจะเริ่มเห็นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับผลของการเจรจา ขณะที่ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย ผู้ว่าการ ธปท.มองว่าอยู่ในอัตรา 2 ปลาย ๆ
ส่วนจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเมื่อไรนั้น ยังบอกไม่ได้ เพราะในตอนนี้ถือว่าดำเนินนโยบายการเงินค่อนข้างผ่อนคลายแล้ว ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับประเทศไทยขณะนี้
ย้ำคุมเสถียรภาพเงินบาท
แม้จะทราบดีว่า ผู้ส่งออกจะได้รับประโยชน์หากเงินบาทอ่อนค่าลง แต่ผู้ว่าการ ธปท.ก็ตระหนักดีถึงอันตรายและความเสี่ยงจากการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนที่มากเกินไป โดยชี้ถึงบทเรียนครั้งสำคัญในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
นายเศรษฐพุฒิมองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่เลวร้ายเท่าคราวก่อน ๆ เนื่องจากไทยยังมีภาคบริการที่คาดว่าจะดำเนินต่อไปได้ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังโตอยู่ที่ 1.3% ถึง 2.0% ซึ่งนับว่าดีแล้ว เมื่อเทียบกับ -7.6% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ -6.1% ตอนวิกฤตโควิด-19
แนะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
ผู้ว่าการ ธปท.ย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจ แทนการพึ่งพานโยบายลดอัตราดอกเบี้ยแต่เพียงอย่างเดียว โดยมองว่า ผลประโยชน์ของการลดอัตราดอกเบี้ยจะน้อยลงเรื่อย ๆ และประชาชนจะกู้ยืมมากขึ้นจากดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งสุดท้ายแล้ว ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะรุนแรงขึ้น และถ่วงเศรษฐกิจในระยะยาว
แม้หนี้ครัวเรือนจะลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในปี 2564 จนเหลือ 88.4% แล้วเมื่อสิ้นปี 2567 แต่นายเศรษฐพุฒิก็ยังมองว่าสูงเกินไป
เสริมความร่วมมืออาเซียน
นายเศรษฐพุฒิมองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นโอกาสดีในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียนและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่สำคัญมากของไทย